รูปแบบวิธีการนำเสนอบทสัมภาษณ์
รูปแบบของการเขียนบทสัมภาษณ์ มนทิรา จูฑะพุทธิ ได้แบ่งรูปแบบของการเขียนบทสัมภาษณ์ไว้ดังนี้

1. การเขียนบทสัมภาษณ์แบบร้อยเรียงเป็นบทสัมภาษณ์ที่ไม่ปรากฏคำถามของคนสัมภาษณ์ (หรือมีน้อยที่สุด) โดยนำคำตอบจากปากผู้ให้สัมภาษณ์มาเชื่อมต่อกับรายละเอียดที่เหมาะสม แล้วร้อยเรียงออกมาให้สละสลวยการเขียนบทสัมภาษณ์
การเขียนในรูปแบบนี้เป็นการเขียนบทสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์ได้ถอดความจากการสัมภาษณ์ และนำมาเรียบเรียงเป็นเรื่องราว โดยเป็นการเขียนที่ไม่จำเป็นต้องมีคำถามของผู้สัมภาษณ์ปรากฏอยู่ในบทสัมภาษณ์เสมอไป เป็นบทสัมภาษณ์ที่อาจมีการยกคำพูดสำคัญ ๆของผู้ให้สัมภาษณ์มาสอดแทรกในเนื้อหาบ้าง เพื่อเป็นการเน้นย้ำ หรือผู้เขียนอาจสร้างหัวข้อย่อย ๆ ขึ้นมาเอง เพื่อสร้างความน่าสนใจและเป็นการกำหนดประเด็นในการเขียน ผู้เขียนต้องมีทักษะในการจับใจความสำคัญ การเรียบเรียง การใช้สำนวนภาษา และมีเทคนิคการเขียน หรือวิธีนำเสนอที่น่าสนใจ
2. บทสัมภาษณ์แบบถาม-ตอบ เป็นการลงคำถามและคำตอบในบทสัมภาษณ์อย่างละเอียดทีละคำถาม ทำให้ได้ถึงอารมณ์ อย่างต่อเนื่องของการถามตอบนั้น ๆ
นอกจากนี้การเขียนบทสัมภาษณ์แบบถามตอบเป็นบทสัมภาษณ์พื้นฐานที่นิยมเขียนกันมาก เพราะเป็นการนำเสนอที่เรียบง่ายไม่ต้องใช้เทคนิคการเขียนโดยเฉพาะด้านสำนวนภาษามากมายนัก เพียงแค่นำคำถาม และคำตอบมาเรียบเรียงให้เข้าใจความสำคัญ และเสนอโดยเรียงลำดับเนื้อหาให้ชัดเจนเท่านั้น
การเขียนบทสัมภาษณ์ประเภทนี้จะพบมากในนิตยสารบันเทิง เช่น การสัมภาษณ์ดารา นักร้อง โดยคำถามและคำตอบที่นำเสนอนั้นอาจมีการใช้คำทับศัพท์ หรือศัพท์แสลง คำที่กำลังอยู่ในกระแส ข้อพึงระวังสำหรับการเขียนบทสัมภาษณ์แบบถาม-ตอบ คือ หากผู้สัมภาษณ์ไม่รู้จักการตั้งคำถามที่ดี จะทำให้บทสัมภาษณ์ไม่น่าอ่าน และหากเจอผู้ให้สัมภาษณ์ที่พูดไม่เก่ง ไม่ชอบขยายความ หรืออธิบายรายละเอียด ก็จะยิ่งทำให้บทสัมภาษณ์น่าเบื่อมากขึ้นไปอีก
การถามโดยการรวมคำถามย่อย ๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกันไว้ด้วยกัน หรือแยกแต่ละประเด็นให้ชัดเจนจะช่วยให้ได้รายละเอียดของคำตอบมากขึ้น และผู้ให้สัมภาษณ์จะมีโอกาสได้ตอบหรือเล่าเรื่องราวกับคำถามนั้น ๆ ให้ฟังมากขึ้น ไม่สร้างความอึดอัดใจให้แก่ผู้ร่วมสนทนา การเขียนบทสัมภาษณ์แบบถามตอบ เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการทราบเรื่องราวในบางประเด็นเท่านั้น และเป็นรูปแบบการเขียนที่เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นเขียนบทสัมภาษณ์ เมื่อมีความเชี่ยวชาญและจึงพัฒนาการเขียนบทสัมภาษณ์รูปแบบอื่นต่อไป
3. การเขียนบทสัมภาษณ์แบบผสมผสานเป็นวิธีการนำรูปแบบที่ 1 และ 2 มารวมกัน เพื่อต้องการบรรยายให้เห็นภาพ และประเด็นที่ชัดเจน มักใช้กับการสัมภาษณ์ที่มีหลายช่วงเหตุการณ์ที่ไม่ปะติดปะต่อกัน การเขียนในรูปแบบนี้เป็นการเขียนที่นำการเขียนรูปแบบถามตอบ และการเขียนแบบร้อยเรียงมาผสมผสานกัน การเขียนรูปแบบนี้เป็นการสร้างสีสันให้บทสัมภาษณ์ไม่น่าเบื่อได้อีกรูปแบบหนึ่ง การเขียนบทสัมภาษณ์แบบผสมผสานมักใช้กับการสัมภาษณ์ที่มีหลายช่วงเหตุการณ์ ซึ่งเนื้อหาเรื่องไม่ปะติปะต่อกัน แต่คนสัมภาษณ์ต้องการเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้าไว้ในบทสัมภาษณ์
(มนทิรา จูฑะพุทธิ: นักสัมภาษณ์มืออาชีพ 2547 หน้า 43)


โครงสร้างบทสัมภาษณ์

โครงสร้างบทสัมภาษณ์นั้นมีความหลากหลายมาก แล้วแต่ผู้เขียนจะดำเนินเรื่องไปในทิศทางใดให้เกิดความน่าสน และบทสัมภาษณ์นั้นสามารถให้รายละเอียดของผู้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นที่หยิบยกมาสัมภาษณ์ครบถ้วนมากที่สุด ซึ่ง ชาลินี ได้กล่าวถึงโครงสร้างโดยทั่วไปของบทสัมภาษณ์ว่าควรจะประกอบด้วยแต่ละส่วนดังนี้ (ชาลินี : หลักการเขียนบทความทั่วไป 2549)
- ส่วนบทนำ คือสิ่งที่จะพาให้ผู้อ่านเริ่มเข้าใจว่า บทสัมภาษณ์นั้น พยายามสื่อถึงประเด็นอะไรหลัก ๆ ของการสัมภาษณ์ หรือเป็นการเกริ่นถึงบุคคลผู้สัมภาษณ์ ซึ่งมักใช้กันมากในส่วนของบทนำ เช่น เกริ่นถึงงานที่บุคลลให้สัมภาษณ์ทำ ชีวิตครอบครัว หรืออาจะเข้าถึงประเด็นหลักของการสัมภาษณ์ในครั้งนั้น
- ส่วนของเนื้อเรื่อง คือส่วนที่บรรยายรายละเอียด ปลีกย่อย ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อไปยังผู้อ่าน โดยผู้เขียนจะต้องรู้รายละเอียดของเรื่อง หรือบุคคลของผู้ให้สัมภาษณ์ (ในกรณีที่ผู้เขียนกับผู้สัมภาษณ์เป็นคนเดียวกัน) ซึ่งในบทสัมภาษณ์นั้นอาจจะมีรูปแบบการการเขียนแตกต่างกันออกไป เช่น เขียน เป็นแบบถาม-ตอบ ซึ่งในส่วนของเนื้อเรื่องการมันจะประกอบด้วยคำถาม และคำตอบของผู้ให้สัมภาษณ์
- ส่วนบทสรุป คือส่วนที่เขียนปิดท้ายบทสัมภาษณ์ เช่น สรุปแบบตั้งคำถามเพื่อให้ผู้อ่านคิดต่อ และสรุปประเด็น แบบฟันธงไปเลย ในประเด็นที่เลือกมาสัมภาษณ์ และเป็นประเด็นที่สัมภาษณ์เพื่อให้ได้คำตอบตรง ๆ

ซึ่งการวางโครงสร้างแล้วตามหลักแนวคิดของ ชาลินี (หลักการเขียนบทความทั่วไป: 2549) แบ่งเป็น 3 แบบ ดังนี้

1. ขึ้นต้นด้วยบทนำบรรยายทั่วไปเกี่ยวกับประเด็นสัมภาษณ์ เนื้อเรื่อง และลงท้ายด้วยบทสรุปที่เปิดให้ผู้อ่านคิดเองต่อ รวมถึงได้รับข้อมูลของผู้ให้สัมภาษณ์มากที่สุด
2. ขึ้นต้นด้วยการบรรยายทั่วไปเกี่ยวกับบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์ ตามด้วยเนื้อเรื่อง และจบด้วยบทสรุปในประเด็นที่มุ่งสัมภาษณ์
3. ขึ้นต้นด้วยการเปิดประเด็นที่เป็นคำถามหลักของการสัมภาษณ์ และความเป็นมาเป็นไปของบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์ ตามด้วยเนื้อเรื่อง และจบด้วยบทสรุปที่เปิดกว้างในประเด็นที่เป็นประเด็นหลักของการสัมภาษณ์

ทฤษฎี

1. การประยุกต์ใช้ทฤษฎีสื่อสัญลักษณ์ (Semiotic) และทฤษฎีทางวัฒนธรรมในการศึกษาทางภาษา โดยเน้นการใช้วัจนภาษา และอวัจนภาษาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม
2. หลักการเรียนรู้ภาษาแม่และภาษาต่างประเทศตาม
3. ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ทฤษฎีเหตุผลนิยม ปรัชญานิยม และหน้าที่นิยม รวมทั้งมุ่งเน้นศึกษาตัวแปรและปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนรู้ภาษา
4. กระบวนการทางจิตวิทยาที่มีผลต่อการเรียนรู้ภาษาและการใช้ภาษา รวมทั้งวิวัฒนาการของภาษาและสมอง การรู้จำ และการผลิตภาษา


ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เป็นทฤษฎีที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถจำแนกและแบ่งกลุ่มได้ดังนี้ (Vago 1980:33-62)

ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary theory)
เป็นแนวความคิดที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการทางชีวภาพของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) โดยนักสังคมวิทยาในกลุ่มทฤษฎีวิวัฒนาการเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับ โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งในลักษณะที่มีการพัฒนาและก้าวหน้ากว่าขั้นที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่มีรูปแบบเรียบง่ายไปสู่รูปแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น และมีความเจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นสังคมที่มีความสมบูรณ์ ตัวอย่างของนักสังคมวิทยาที่สร้างทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยใช้แนวความคิดวิวัฒนาการ มีดังนี้
ออกุสต์ กองต์ (Auguste Comte) เสนอว่า สังคมมนุษย์มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ (Knowledge) ผ่าน 3 ขั้นตอน ตามลำดับ คือ จากขั้นเทววิทยา (Theological stage) ไปสู่ขั้นอภิปรัชญา (Metaphysical stage) และไปสู่ขั้นวิทยาศาสตร์ (Positivistic stage)
ลิสอิส เฮนรี่ มอร์แกน (Lewos Henry Morgan) เสนอว่า สังคมจะมีขั้นของการพัฒนา 3 ขั้นคือ จากสังคมคนป่า (Savage) ไปสู่สังคมอนาอารยชุน (Barbarian) และไปสู่สังคมอารยธรรม (Civilized)
เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) เสนอว่า วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์เป็นแบบสายเดียว (Unilinear) ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลมีจุดกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกันด้วยและมารวมตัวกันด้วยกระบวนการสังเคราะห์ (Synthesis) ทำให้เกิดพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น การพัฒนาของสังคมจะมีวิวัฒนาการเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ กล่าวคือ มนุษย์ที่มีความสามารถ ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดีจะมีชีวิตอยู่รอดตลอดไป และนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นต่อไป
เฟอร์ดินาน ทอยนีย์ (Ferdinand Tonnies) เสนอว่า สังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมแบบ Gemeinschaft ไปสู่สังคมแบบ Gesellschaft
โรเบิร์ต เรดฟิวด์ (Robert Redfield) เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมจะเริ่มจากสภาพของสังคมชาวบ้าน (Folk) เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแบบเมือง (Urban)
ต่อมาแนวความคิดในการสร้างทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบสายเดียว (Unilinear) ที่เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมต้องเปลี่ยนผ่านแต่ละขั้นที่กำหนดไว้ ได้รับการโต้แย้งว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคม น่าจะมีวิวัฒนาการแบบหลายสาย (Multilinear) เพราะแต่ละสังคมมีจุดกำเนิดที่แตกต่างกัน มีรูปแบบของสังคมที่แตกต่างกัน หรือแม้ว่าสังคมที่มีรูปแบบที่เหมือนกันแต่อาจจะมีสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันก็เป็นไป

ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict theory)
เป็นแนวความคิดที่มีข้อสมมุติฐานที่ว่า พฤติกรรมของสังคมสามารถเข้าใจได้จากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และบุคคลต่าง ๆ เพราะการแข่งขันกัน ในการเป็นเจ้าของทรัพยากรที่มีค่าและหายาก มีนักสังคมวิทยาหลายท่านที่ใช้ทฤษฎีความขัดแย้งอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่ในที่นี้จะเสนอแนวความคิดของนักทฤษฎีความขัดแย้งที่สำคัญ 3 ท่าน ดังนี้
คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) มีความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงของทุก ๆ สังคม จะมีขั้นตอนของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ 5 ขั้น โดยแต่ละขั้นจะมีวิธีการผลิต (Mode of Production) ที่เกิดจากความสัมพันธ์ของ อำนาจของการผลิต (Forces of production) ซึ่งได้แก่ การจัดการด้านแรงงาน ที่ดิน ทุน และเทคโนโลยีกับความสัมพันธ์ทางสังคมของการผลิต (Social relation of production) ซึ่งได้แก่ เจ้าของปัจจัยการผลิต และคนงานที่ทำหน้าที่ผลิต แต่ในระบบการผลิตแต่ละระบบจะมีความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตกับผู้ใช้แรงงานในการผลิต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่เป็นโครงสร้างส่วนล่างของสังคม (Substructure) และเมื่อโครงสร้างส่วนล่างมีการเปลี่ยนแปลงจะมีผลทำให้เกิดการผันแปรและเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างส่วนบนของสังคม (Superstructure) ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคม เช่น รัฐบาล ครอบครัว การศึกษา ศาสนา และรวมถึงค่านิรม ทัศนคติ และบรรทัดฐานของสังคม ลำดับขั้นของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์ มีดังนี้
1. ขั้นสังคมแบบคอมมิวนิสต์ดั้งเดิม (Primitive communism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของเผ่า (Tribal ownership) ต่อมาเผ่าต่าง ๆ ได้รวมตัวกันเป็นเมืองและรัฐ ทำให้กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเปลี่ยนไปเป็นของรัฐแทน
2. ขั้นสังคมแบบโบราณ (Ancient communal) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐ (State ownership) สมาชิกในสังคมได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งได้แก่ เครื่องใช้ส่วนตัว และทาส ดังนั้นทาส (Slavery) จึงเป็นกำลังสำคัญในการระบบการผลิตทั้งหมด และ ต่อมาระบบการผลิตได้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าของทาสและทาส
3. ขั้นสังคมแบบศักดินา (Feudalism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของขุนนาง คือ ที่ดิน โดยมีทาสเป็นแรงงานในการผลิต
4. ขั้นสังคมแบบทุนนิยม (Capitalism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของนายทุน คือ ที่ดิน ทุน แรงงาน และเครื่องจักร โดยมีผู้ใช้แรงงานเป็นผู้ผลิต
5. ขั้นสังคมแบบคอมมิวนิสต์ (Communism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของทุกคน ทุdคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเอาเปรียบซึ่งกันและกัน

ตามแนวความคิดของมาร์กซ์ ลำดับขั้นของการนำไปสู่การปฏิวัติของชนชั้นล่างของสังคมเกิดจาก กระบวนการดังต่อไปนี้
- มีความต้องการในการผลิต
- เกิดการแบ่งแยกแรงงาน
- มีการสะสมและพัฒนาทรัพย์สินส่วนบุคคล
- ความไม่เท่าเทียมทางสังคมมีมากขึ้น
- เกิดการต่อสู้ระหว่างชนชั้นในสังคม
- เกิดตัวแทนทางการเมืองเพื่อทำการรักษาผลประโยชน์ของแต่ละชนชั้น
- เกิดการปฏิบัติ

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามแนวความคิดของมาร์กซ์ เป็นการต่อสู่ระหว่างชนชั้นในสังคม โดยใช้แนวความคิดวิภาษวิธี (Dialectical) ที่เริ่มจากการกระทำ (Thesis) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการกระทำ (Antithesis) และเกิดการกระทำแบบใหม่ (Synthesis) ตามมา
ลิวอิส เอ. โคเซอร์ (Lewis A. Coser) เป็นนักทฤษฎีความขัดแย้ง ที่มองว่า ความขัดแย้งก่อให้เกิดทั้งด้านบวกและด้านลบ และอธิบายว่า ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดเกลาทางสังคม ไม่มีกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีความสมานสามัคคีอย่างสมบูรณ์ เพราะความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ทั้งในความเกลียดและความรักต่างก็มีความขัดแย้งทั้งสิ้น ความขัดแย้งสามารถแก้ปัญหาความแตกแยกและทำให้เกิดความสามัคคีภายในกลุ่มได้เพราะในกลุ่มมีทั้งความเป็นมิตรและความเป็นศัตรูอยู่ด้วยกัน โคเซอร์มีความเห็นว่าความขัดแย้งเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สามารถทำให้สังคมเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่จากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งได้ เพราะหากสมาชิกในสังคมเกิดความไม่พึงพอใจต่อสังคมที่เขาอยู่ เขาจะพยายามทำการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้น ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายของเข้าได้ นอกจากนี้
โคเซอร์ ยังเสนอว่า ความขัดแย้งยังสามารถทำให้เกิดการแบ่งกลุ่ม ลดความเป็นปรปักษ์ พัฒนาความซับซ้อนของโครงสร้างกลุ่มในด้านความขัดแย้งและร่วมมือ และสร้างความแปลกแยกกับกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้น
ราล์ฟ ดาห์เรนดอร์ฟ (Ralf Dahrendorf) เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ทีปฏิเสธแนวความคิดของมาร์กซ์ ที่ว่า ชนชั้นในสังคมเกิดจากปัจจัยการผลิต และเสนอว่า ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมนั้นเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของสิทธิอำนาจ (Authority) กลุ่มที่เกิดขึ้นภายในสังคมสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ กลุ่มที่มีสิทธิอำนาจกับกลุ่มที่ไม่มีสิทธิอำนาจ สังคมจึงเกิดกลุ่มแบบไม่สมบูรณ์ (Guasi-groups) ของทั้งสองฝ่ายที่ต่างก็มีผลประโยชน์แอบแฝง (Latent interest) อยู่เบื้องหลัง ดังนั้น แต่ละฝ่ายจึงต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเอาไว้ โดยมีผู้นำทำหน้าที่ในการเจรจาเพื่อปรองดองผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระดับของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมากหรือรุนแรงน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการและการประสานผลประโยชน์ของกลุ่มที่ครอบงำ และเสนอความคิดว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นผลมาจากความกดดันจากภายนอกโดยสังคมอื่น ๆ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถควบคุมได้ด้วยการประนีประนอม ตามแนวความคิดของดาห์เรนดอร์ฟ ความขัดแย้งสามารถทำให้โครงสร้างมีการเปลี่ยนแปลงได้ ประเภทของการเปลี่ยนแปลงความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง และขนาดของการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง เช่น อำนาจของกลุ่ม ความกดดันของกลุ่ม

ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-Functional theory)
เป็นแนวความคิดในการพัฒนา ซึ่งทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่เป็นผลมาจากการนำเอาแนวความคิดทางด้านชีววิทยามาใช้ โดยอุปมาว่า โครงสร้างของสังคมเป็นเสมือนร่างกายที่ประกอบไปด้วยเซลล์ต่าง ๆ และมองว่า หน้าที่ของสังคมก็คือ การทำหน้าที่ขออวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแต่ละส่วนจะช่วยเหลือและเกื้อกูลซึ่งกันและกันเพื่อให้ระบบทั้งระบบมีชีวิตดำรงอยู่ได้
โรเบิร์ต เค. เมอร์ตัน (Robert K. Merton) ได้จำแนกหน้าที่ทางสังคมเป็น 2 ประเภท คือ หน้าที่หลัก (Manifest) หน้าที่รอง (Latent) หน้าที่ที่ไม่พึงปรารถนา (Dysfunctional) หน้าที่ของบางโครงสร้างของสังคมอาจมีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ แต่ขณะเดียวกันคนบางส่วนอาจได้รับประโยชน์เพียงน้อยนิดหรืออาจไม่ได้รับประโยชน์เลย ซึ่งรวมไปถึงอาจจะมีคนบางกลุ่มหรือบางส่วนของสังคมได้รับผลเสียจากทำงานของโครงสร้างของสังคมนั้นก็ได้
อีมีล เดอร์ไคม์ (Emile Durkheim) มีแนวความคิดว่า หน้าที่ของสังคมคือ ส่วนที่สนับสนุนให้สังคมสามารถดำรงอยู่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับ เอ.อาร์ แรดคลิฟฟ์ บราวน์ (A.R. Radcliffe-Brown) กับ โบรนิสลอว์ มาลิโนว์สกี้ (Bronislaw Malinowski) ที่มองว่า หน้าที่ทางสังคม เป็นส่วนสนับสนุนให้โครงสร้างสังคมคงอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะสังคมมีกระบวนการทางสังคมที่ทำให้สังคมเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น บรรทัดฐาน ค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี เป็นต้น
ทาลคอทท์ พาร์สัน (Talcott Parsons) มีแนวความคิดว่า สังคมเป็นระบบหนึ่งที่มีส่วนต่าง ๆ (Part) มีความสัมพันธ์และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ที่คงที่ของแต่ละส่วนจะเป็นปัจจัยทำให้ระบบสังคมเกิดความสมดุลย์ (Equiligrium) ส่วนในด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม พาร์สันเสนอว่า เกิดจากความสมดุลย์ถูกทำลายลง เพราะองค์ประกอบของสังคมคือบุคลิกภาพ (Personality) อินทรีย์ (Organism) และวัฒนธรรม (Culture) เกิดความแตกร้าว โดยมีสาเหตุมาจากทั้งสาเหตุภายนอกระบบสังคม เช่น การเกิดสงคราม การแพร่กระจายของวัฒนธรรม เป็นต้น และสาเหตุจากภายในระบบสังคม ที่เกิดจากความตึงเครียด (Strain) เพราะความสัมพันธ์ของโครงสร้างบางหน่วย (Unit) หรือหลาย ๆ หน่วย ทำงานไม่ประสานกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงทางประชากร การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นสาเหตุทำให้ส่วนอื่น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดหนึ่งหนึ่งหรืออาจเกิดขึ้นทั้งระบบก็ได้ พาร์สันเน้นความสำคัญของ วัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงความเชื่อ บรรทัดฐาน และค่านิยมของสังคม คือ ตัวยึดเหนี่ยวให้สังคม

โดยสรุปแล้ว แนวความคิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของกลุ่มทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ มีลักษณะดังนี้
- ในการศึกษาและวิเคราะห์สังคมต้องมองว่า สังคมทั้งหมดเป็นระบบหนึ่งที่แต่ละส่วนจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน
- ความสัมพันธ์คือสิ่งที่สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล
- ระบบสังคมเป็นการเคลื่อนไหวเข้าสู่ความสมดุลย์ การปรับความสมดุลย์ของระบบจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน ระบบตามไปด้วยความต่อเนื่องของกระบวนการของข่าวสารจากภายในและภายนอก นอกจากนี้ทฤษฎีระบบยังมองว่าความขัดแย้ง ความตึงเครียดและความไม่สงบสุขภายในสังคมก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีระบบก็มีข้อจำกัดในการศึกษาเปลี่ยนแปลงทางสังคม เนื่องจากในการวิเคราะห์ตามทฤษฎีระบบเป็นการศึกษาเฉพาะเรื่อง จึงทำให้ไม่สามารถศึกษาความสัมพันธ์กับระบบอื่นได้อย่างลึกซึ้ง

ทฤษฎีจิตวิทยา-สังคม (Social-Psychological theory)
จากแนวความคิดด้านจิตวิทยา-สังคม เสนอว่า การพัฒนาทางสังคมเกิดจากการทำงานของปัจจัยทางด้านจิตวิทยาที่เป็นแรงขับให้ประชาชน มีการกระทำ มีความกระตือรือร้น มีการประดิษฐ์ มีการค้นพบ มีการสร้างสรรค์ มีการแย่งชิง มีการ ก่อสร้าง และพัฒนาสิ่งต่างภายในสังคม นักสังคมวิทยาที่ใช้ ปัจจัยทางด้านจิตวิทยาอธิบายการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม มีดังนี้
แมค เวเบอร์ (Max Weber) เป็นนักสังคมวิทยาคนแรกที่ใช้หลักจิตวิทยามาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และในผลงานที่ชื่อว่า The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism เสนอว่า การพัฒนาของในสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ตามลัทธิทุนนิยม มีสาเหตุมาจากปัจจัยด้าน จิตวิทยา ที่เกิดขึ้นหลังสมัยศควรรษที่ 16 เมื่อในยุโรปตะวันตกมีการแพร่กระจายคำสอนของศาสนาคริสต์ ลัทธิโปรแตสแตน (Protestant ethic) ที่สอนให้ศาสนิกชนเกิดจิตวิญญาณแบบทุนนิยม (Spirit of Capitalism) เป็นนักแสวงหาสิ่งใหม่ มุ่งสู่ความสำเร็จเพื่อให้เกิดการยอมรับ ทำงานหนักเพื่อสะสมความร่ำรวย เก็บออมเพื่อนำไปใช้ในการลงทุน สร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง เวเบอร์ยังเสนอว่า การพัฒนาของ จิตวิญญาณแบบทุนนิยมทำให้เกิดลัทธิความมีเหตุผล (Rationalism) ซึ่งภายใต้สังคมที่ใช้ความมีเหตุผลจะทำให้บุคคลมีความน่าเชื่อถือ ซื่อสัตย์ สุจริต ยอมรับสิ่งใหม่และสามารถเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สภาวะ แวดล้อมใหม่ ๆ เวเบอร์เชื่อว่า อิทธิพลของความคิด ความเชื่อ และบุคลิกภาพของคนในสังคมภายใต้สภาวะดังกล่าวมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามมา
อีวีเรทท์ อี เฮเกน (Everett E. Hagen) มีแนวความคิดสอดคล้องกับเวเบอร์ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีการเริ่มต้นมาจากการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ และเสนอว่า การเปลี่ยนจากสังคมดั้งเดิม (Traditional) ไปสู่สังคมสมัยใหม่ (Modern) จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพของบุคคล (Personality) โดยเสนอว่า บุคลิกภาพของคนในสังคมดั้งเดิมมีลักษณะตายตัวที่ถูกำหนดโดยกลุ่มสังคม เป็นบุคลิกของคนที่ต้องการมีการสั่งการด้วยบังคับบัญชา ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และไม่มีการประดิษฐ์คิดค้น เพราะคนเหล่านั้นมองโลกยถากรรมมากกว่าที่จะมองโลกแบบวิเคราะห์ และต้องการควบคุมให้เป็นไปตามที่คิด ซึ่งเป็นผลทำให้สังคมแบบดั้งเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากกนัก ส่วนในสังคมสมัยใหม่เฮเกนเสนอว่า บุคลิกภาพของคนที่มีความสร้างสรรค์ อยากรู้ยากเห็น และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ มองโลกที่อยู่รอบตัวเขาอย่างมีเหตุมีผล บุคคลิกภาพของคนในสังคมสมัยใหม่จึงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตามเฮเกน ได้เสนอว่า บุคลิกของคนในสังคมดั้งเดิมสามารถที่จะเปลี่ยนไปสู่บุคลิกของในสังคมสมัยใหม่ได้โดยใช้วิธีการถอดถอนสถานภาด (Status withdrawal) ด้วยการนำเอาปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจจากสังคมสมัยใหม่เข้าไปไปแทรกหรือแทนที่ในสังคมดั้งเดิม และยังได้เสนอว่า การเปลี่ยแปลงของสังคมอาจทำได้จากเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของคนในสังคมโดยเริ่มจากการพัฒนาบุคลิกภาพตั้งแต่วัยเด็ก
เดวิด ซี แม็กคลีล์แลนด์ (David C. McClelland) มีแนวความคิดเหมือนกับเฮเกนที่เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เป็นผลมาจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ แต่แนวความคิดของ แม็ก-คลีลแลนด์เน้นศึกษาที่ตัวแปรด้านแรงจูงใจในความสำเร็จ (Achievement motivation) ซึ่งหมายถึง ความสำเร็จทางเศรษบกิจของปัจเจกบุคคล และเสนอแนวความคิดว่า ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของสังคมในอดีตและปัจจุบันเป็นผลมาจากแรงจูงใจในความสำเร็จของบุคคล หากคนในสังคมมีแรงจูงใจในความสำเร็จมาก การพัฒนาทางเศรษฐกิจก็จะมีความเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย และเสนอวิธีการสร้างแรงจูงใจในความสำเร็จด้วยการเรียนรู้ (Learning) โดยสร้างแรงกระตุ้นภายในและภายนอก ดังนั้น ในการจัดการศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก สังคมควรมีการปูพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในความสำเร็จของบุคคล ด้วยการใช้ปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. แบบอย่างของความสำเร็จจากผู้ปกครอง
2. การสร้างความอบอุ่น
3. การให้กำลังใจและแรงเสริม
4. หลีกเลี่ยงการครอบงำและใช้อำนาจของบิดา

ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ ( Maslow’s Hierarchy of Needs Theory ) มาสโลว์ ได้ตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการ ดังนี้
1. มนุษย์มีความต้องการ และความต้องการมีอยู่เสมอ ไม่มีที่สิ้นสุด
2. ความต้องการที่ได้รับการสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมต่อไป ความต้องการที่ไม่ได้รับการสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม
3. ความต้องการของคนซ้ำซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วยังไม่สิ้นสุดก็เกิดความต้องการด้านอื่นขึ้นอีก
4. ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้น ความสำคัญกล่าวคือ เมื่อความต้องการในระดับต่ำได้รับการสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนอง
5. ความต้องการเป็นตัวตนที่แท้จริงของตนเอง
6.ความต้องการการยอมรับนับถือจากผู้อื่น
7. ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ
8. ความต้องการความปลอดภัย

ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์โดย MARLOW

ลำดับความต้องการพื้นฐานของ MASLOW เรียกว่า Hierarchy of Needs มี 5 ลำดับขั้น ดังนี้
1. ความต้องการด้านร่างกาย ( Physiological needs ) เป็นต้องการปัจจัย 4 เช่น ต้องการอาหารให้อิ่มท้อง เครื่องนุ่งห่มเพื่อป้องกันความร้อน หนาวและอุจาดตา ยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ รวมทั้งที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันแดด ฝน ลม อากาศร้อน หนาว และสัตว์ร้าย ความต้องการเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน จึงมีความต้องการพื้นฐานขั้นแรกที่มนุษย์ทุกคนต้องการบรรลุให้ได้ก่อน
2. ความต้องการความปลอดภัย ( Safety needs ) หลังจากที่มนุษย์บรรลุความต้องการด้านร่างการ ทำให้ชีวิตสามารถดำรงอยู่ในขั้นแรกแล้ว จะมีความต้องการด้านความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของตนเองเพิ่มขึ้นต่อไป เช่น หลังจามมนุษย์มีอาหารรับประทานจนอิ่มท้องแล้วได้เริ่มหันมาคำนึงถึงความปลอดภัยของอาหาร หรือสุขภาพ โดยหันมาให้ความสำคัญกันเรื่องสารพิษที่ติดมากับอาหาร ซึ่งสารพิษเหล่านี้อาจสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับชีวิตของเขา เป็นต้น
3. ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ ( Belonging and love needs ) เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นหลังจากการที่มีชีวิตอยู่รอดแล้ว มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแล้ว มนุษย์จะเริ่มมองหาความรักจากผู้อื่น ต้องการที่จะเป็นจ้าของสิ่งต่างๆ ที่ตนเองครอบครองอยู่ตลอดไป เช่น ต้องการให้พ่อแม่ พี่น้อง คนรัก รักเราและต้องการให้เขาเหล่านั้นรักเราคนเดียว ไม่ต้องการให้เขาเหล่านั้นไปรักคนอื่น โดยการแสดงความเป็นเจ้าของ เป็นต้น
4. ความต้องการการยอมรับนับถือจากผู้อื่น ( Esteem needs ) เป็นความต้องการอีกขั้นหนึ่งหลังจากได้รับความต้องการทางร่างกาย ความปลอดภัย ความรักและเป็นเจ้าของแล้ว จะต้องการการยอมรับนับถือจากผู้อื่น ต้องการได้รับเกียรติจากผู้อื่น เช่น ต้องการการเรียกขานจากบุคคลทั่วไปอย่างสุภาพ ให้ความเคารพนับถือตามควรไม่ต้องการการกดขี่ข่มเหงจากผู้อื่น เนื่องจากทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
5. ความต้องการความเป็นตัวตนอันแท้จริงของตนเอง ( Self – actualization needs ) เป็นความต้องการขั้นสุดท้าย หลังจากที่ผ่านความต้องการความเป็นส่วนตัว เป็นตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ลดความต้องการภายนอกลง หันมาต้องการสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่ ซึ่งเป็นความต้องการขั้นสูงสุดของมนุษย์ เช่นกัน
แต่ความต้องการในขั้นนี้มักเกิดขึ้นได้ยาก เพราะต้องผ่านความต้องการในขั้นอื่นๆ มาก่อนและต้องมีความเข้าใจในชีวิตเป็นอย่างยิ่งด้วย ( ชัชรี นฤทุม. 2545. การพูดและการเขียนในงานส่งเสริม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.)

 

 

 

 


งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การวิเคราะห์ภาษาในนิตยสารสำหรับวัยรุ่น
วิเคราะห์การใช้คำ สำนวน และประโยคที่ปรากฎในนิตยสารบันเทิงสำหรับวัยรุ่นในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2537 จำนวน 15 ชื่อเรื่อง รวม 28 ฉบับ
การใช้คำในนิตยสารสำหรับวัยรุ่นมีการใช้คำแสลง คำในภาษาพูด คำทับศัพท์ คำขยาย คำผวน คำภาษาถิ่น และเครื่องหมายวรรคตอน โดนพบว่ามีการใช้คำแสงมากที่สุด รองลงมาเป็นคำที่ใช้ในภาษาพูด และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน ประกอบคำหรือประโยค การใช้คำเหล่านี้เพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึก และธรรมชาติของวัยรุ่น
การใช้สำนวนมีทั้งสำนวนเก่า และสำนวนเดิม และสำนวนที่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นประเด็นปัญหา หรือได้รับความนิยมจากกลุ่มวัยรุ่น เช่น ข่าวสารเหตุการณ์ปัจจุบัน ภาพยนตร์ โฆษณา และเพลงเป็นต้น โดยสำนวนที่พบมากที่สุดเป็นคพแสลง มีความหมายตามสถานการณ์หรือบริบทแวดล้อม ส่วนประโยคที่พบในนิตยสารวัยรุ่นเป็นประโยคที่มีโครงสร้างเหมือนประโยคทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นภาษาระดับสนทนา หรือภาษาปาก มีการใช้เครื่องหมายวรรคตอนทั้งเครื่องหมายเดียว แล้วหลายเครื่องหมายประกอบประโยคในประโยคเดียวกัน บางประโยคมีลักษณะการใช้ภาษางานประพันธ์ที่มีโวหารเพื่อแสดงความรู้สึกอารมณ์ และจินตนาการ (การวิเคราะห์ภาษาในนิตยสารสำหรับวัยรุ่น, วิรัช วงศ์ภินันท์วัฒนา: 2550)

นวลวรรณ พลังคะพันธ์พงค์. ๒๕๔๑. วิเคราะห์ภาษาในนิตยสารบันเทิง.

Comment

Comment:

Tweet

#2 By (203.113.20.190) on 2010-07-19 11:38

thank you for good data.

#1 By adap (124.121.143.136) on 2009-11-17 14:26