บทที่ 2 (สมบูรณ์)

posted on 14 Jul 2008 18:02 by haaple







บทที่ 2

แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง



 

    ในการศึกษาวิจัยเรื่อง วิเคราะห์ลักษณะการใช้ภาษาและการเลือกสรรคำ ในคอลัมน์บทสัมภาษณ์ของนิตยสารลิปส์ และลิปส์ลุกซ์ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมทั้งจากตำรา สื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ รวมถึงสื่ออินเตอร์เนตที่ให้แนวคิด ทฤษฎี เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาที่จะสามารถทำให้งานวิจัยในครั้งนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วย

    แนวคิด และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษา

        ความหมายของภาษา

    คำว่า "ภาษา" มีผู้ให้ความหมายไว้แตกต่างกัน แต่ในที่นี้หมายถึง เครื่องมือของการสื่อสาร ก่อให้เกิดความเข้าใจความหมายตรงกัน เป็นสื่อกลางในการสืบทอดและเป็นหลักฐานของวัฒนธรรม ทำให้สามารถศึกษาถ่ายทอดนำมาอนุรักษ์ และสร้างสรรค์วัฒนธรรม เป็นมรดกของสังคมสืบต่อกันมา (ประภาศรี สีหอำไพ 2534:26)

    รองศาสตราจารย์ปรีชา ช้างขวัญยืน (2517 : 5-7) กล่าวไว้ว่า ภาษา ทำหน้าที่สื่อความคิด คือเป็นสะพานเชื่อมความคิดของมนุษย์ให้ถึงกันได้
และยังกล่าวด้วยว่า หน้าที่พื้นฐานของภาษามี 3 ประการคือ
    1. ให้ข้อเท็จจริง คือ บอกหรือยืนยันว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งที่ยืนยันนั้นอาจจะเป็นจริงหรือเท็จก็ได้
    2. แสดงความรู้สึก คือ เร้าอารมณ์ของผู้อ่าน หรือผู้ฟังให้คล้อยตาม และให้เกิดอารมณ์อย่างเดียวกับผู้พูดหรือผู้เขียน
    3. ชี้แนะ คือ ให้เกิดหรือไม่ให้เกิดการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า ภาษา เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญของมนุษย์ และมีค่ามากในสังคมมนุษย์ด้วย เพราะภาษาทำให้สมาชิกในสังคมเกิดความเข้าใจกันได้ในทุกระดับ และที่สำคัญยิ่งก็คือ ภาษาเป็นเอกลักษณ์ของชาติ นำความภาคภูมิใจ ถือเป็นสมบัติของชาติที่คนในชาติพึงหวงแหน และรักษาไว้มิให้เสื่อมสูญ
วัฒนธรรมของภาษาไทย เป็นเรื่องของการใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องและเหมาะสม ประภาศรี สีหอำไพ (2534 : 49) กล่าวไว้ว่า คนไทยมีวัฒนธรรมในการใช้ถ้อยคำภาษาที่สุภาพ และเหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคลมีการใช้คำราชาศัพท์ และใช้ถ้อยคำเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ คือ การสื่อสาร การสั่งสอน ได้แก่ ภาษิตคติพจน์ต่าง ๆ และการสร้างสรรค์

    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำว่า “ ภาษา ” ไว้ว่า “ ภาษา คือ เสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูด ถ้อยคำที่ใช้พูดกัน ” (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 : 616)
    วิจินตน์ ภาณุพงศ์ อธิบายความหมายของภาษาว่า “ ภาษา หมายถึง เสียงพูดที่มีระเบียบและมีความหมาย ซึ่งมนุษย์ใช้ในการสื่อความคิด ความรู้สึก และในการที่จะให้ผู้ที่เราพูดด้วยทำสิ่งที่เราต้องการ และแทนสิ่งที่เราพูดถึง ” (วิจินตน์ ภาณุพงศ์ 2524 : 85)
    วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์ ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญๆ อันเป็นคุณสมบัติของภาษา สรุปได้ดังนี้(วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์ 2526 : 2)
    1. ภาษาประกอบขึ้นด้วยเสียงและความหมาย โดยนัยของคุณสมบัตินี้ ภาษาหมายถึงภาษาพูดเท่านั้น ไม่รวมถึงภาษาเขียน ภาษาเขียนเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์ใช้บันทึกภาษาพูด
    2. ภาษาเป็นเรื่องของสัญลักษณ์ ซึ่งต้องมีการเรียนรู้จึงจะเข้าใจได้ว่าสัญลักษณ์นั้นมีความหมายว่าอย่างไร
    3. ภาษามีระบบ เช่น การเรียงลำดับเสียง หรือการเรียงลำดับคำในประโยค การจะใช้ภาษาให้ถูกต้องจึงต้องเรียนรู้ระเบียบและกฎของภาษานั้นๆ
    4. ภาษามีพลังงอกงามอันไม่สิ้นสุด จากจำนวนเสียงที่มีอยู่ ผู้พูดสามารถผลิตคำพูดได้ไม่รู้จบ เราจึงไม่อาจนับได้ว่าในภาษาหนึ่งๆ มีจำนวนคำเท่าใด

    ความหมายของ   ภาษา   อาจแยกได้เป็นความหมายโดยอรรถและความหมายโดยปริยายดังนี้
        ความหมายโดยอรรถ   ภาษา   หมายถึง
               1. เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารความรู้   ความคิด   ความต้องการของมนุษย์เครื่องมือดังกล่าวอาจได้แก่   เสียงพูด   เสียงสัญญาณต่างๆ   รูปภาพ   แผนภูมิ   ตัวอักษร ท่าทาง   ฯลฯ   การใช้เครื่องมือดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงในกลุ่มชนซึ่งผู้ใช้จะต้องเรียนรู้   เพื่อทำความเข้าใจกันได้
               2. การติดต่อ   การสื่อความรู้สึก ในหมู่สัตว์ด้วยกัน   ได้แก่   การใช้เสียง   ท่าทาง    ฯลฯ
               3. วิชาการแขนงหนึ่ง   ว่าด้วยการศึกษาภาษาในแง่มุมต่างๆ   กัน   เช่น   ศึกษาเพื่อให้มีทักษะ   มีความสามารถในการฟัง   พูด   อ่าน   เขียน   หรือศึกษาเพื่อรู้ระเบียบโครงสร้างของภาษา   ฯลฯ

      ความหมายโดยปริยาย   เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ   ภาษา   อาจหมายถึง
             1. ความรู้   ความเข้าใจ   ความมีทักษะในการ ฟัง   พูด   อ่าน   เขียน
             2. กลุ่มชน   เผ่า   หรือชนชาติ
             3. ระเบียบ   แบบแผน   แบบอย่าง
    อาจกล่าวได้ว่า “ ภาษา ” หมายถึง เครื่องมือในการสื่อความหมายซึ่งใช้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ความต้องการของตนให้ผู้อื่นทราบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด ถ้อยคำ กิริยาอาการ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ

    สรุปแล้วความหมายของภาษาจึงตรงกับความหมายที่ว่า เครื่องมือสื่อสารที่สำคัญของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น วัจนภาษา หรืออวัจนภาษา ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการสื่อสารในกลุ่มสมาชิกทางสังคม และสามารถเข้าใจกันได้ในทุกระดับ

        ความสำคัญของภาษาต่อการสื่อสาร

    ภาษาเป็นตัวแทนของสาร หรือ ความหมายของสารทกชนิดฝากไว้กับภาษา ภาษากับสารจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอาจกล่าวได้ว่าภาษามีความสำคัญต่อการสื่อสาร ที่ทำให้กระบวนการสื่อสารดำเนินไปได้ เหตุผลเพราะภาษาทำหน้าที่ เป็นตัวกลางที่จะทำให้ผู้ส่งสารและผู้รับสารเข้าใจตรงกัน
(อุดม พรประเสริฐ: 2549)
    นอกจากนี้ภาษายังมีความสำคัญ และมีบทบาทอย่างมากต่อสัมคม กล่าวคือ
     1. ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร มนุษย์ต้องใช้ภาษาพูดจาสื่อสารกับคนที่อยู่รอบข้างเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความคิด ความต้องการ เพื่อบอกเล่าไต่ถามความรู้และอื่น ๆ
    2. ภาษาเป็นพลังในการรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในสังคม ภาษามีบทบาทสำคัญที่ทำให้คนในชาติ ซึ่งพูดภาษาเดียวกันมีความผูกพันต่อกัน มีความสำนึกในเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
    3. ภาษาเป็นภาพสะท้อนความเจริญทางสังคม ภาษาประจำชาติที่ใช้สืบต่อถ่ายทอดกันมานั้นจะผูกพันกับสังคมของผู้ใช้ภาษาอย่างใกล้ชิด คำศัพท์ที่มีในภาษาจะแสดงให้เห็นลักษณะความเป็นอยู่ อาหารการกิน ความเชื่อ ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ ของสังคมนั้น ความเจริญก้าวหน้าของสังคมย่อมมีผลต่อภาษาด้วย ดังนั้นภาษาจึงเป็นหลักฐานแสดงอารยธรรมต่าง ๆ ของสังคม เช่น ศิลปะ ศาสนา วิทยาศาสตร์ ฯลฯ
    4. ภาษาเป็นเครื่องมือในการบันทึกและถ่ายทอดทางวัฒนธรรม โดยที่ภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่กำหนดเพื่อแสดงความรู้สึกนึกคิด และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ก็เป็นผลิตผลของวัฒนธรรมหรือแบบแผนชีวิตของสังคมมนุษย์ ดังนั้น ภาษาย่อมจะแสดงความรู้สึกนึกคิด ทัศนะ และค่านิยมทางสังคมไว้ไม่มากก็น้อย
    5. ภาษาเป็นศิลปะ   มีความงดงามในกระบวนการใช้ภาษา   กระบวนการใช้ภาษานั้น      มีระดับและลีลา   ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายด้าน   เช่น   บุคคล   กาลเทศะ   ประเภทของเรื่อง ฯลฯ   การที่จะเข้าใจภาษา   และใช้ภาษาได้ดีจะต้องมีความสนใจศึกษาสังเกตให้เข้าถึงรสของภาษาด้วย
    ด้วยเหตุนี้ หากต้องการเข้าใจวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษาใด ก็อาจใช้ภาษานั้นเป็นข้อมูลเพื่อสืบกันได้ และในทางตรงกันข้าม หากเราไม่เข้าใจความหมายของถ้อยคำในภาษาใดอย่างชัดเจน ก็อาจศึกษาวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษานั้น เพื่อหาความรู้ว่าทำไมเขาจึงพูดหรือใช้คำนั้นได้เช่นเดียวกัน

        ลักษณะและประเภทของภาษาในการสื่อสาร

    รองศาสตราจารย์อุดม พรประเสริฐ ได้กล่าวถึงลักษณะและประเภทของภาษาในการสื่อสาร รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการใช้ภาษาไม่ถุกต้องตามหลักภาษาไทยไว้ว่า
    ภาษาในโลกนี้ ถ้าจะแบ่งเป็นประเภทใหญ่ได้เพียง 2 ประเภท คือ ภาษาประเภทที่ใช้ถ้อยคำ เรียกว่า วัจนภาษา (Verbal Language) และอีกประเภทหนึ่งเป็นภาษาที่แสดงออกทางสัญลักษณ์ต่างๆแทนถ้อยคำ เรียกว่า อวัจนภาษา (Nonverbal Language)
   
    วัจนภาษา (Verbal Language)
    วัจนภาษา หมายถึง ถ้อยคำต่าง ๆ ในภาษาทั้งถ้อยคำที่เป็นคำพูด และถ้อยคำที่เป็นตัวหนังสือ การใช้วัจนภาษาควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
    1 การใช้ถ้อยคำให้เหมาะสม หมายถึง ผู้ใช้ถ้อยคำจะต้องรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับกรณีต่อไปนี้
        1.1 เหมาะสมกับบุคคลผู้รับสาร
        1.2 เหมาะสมกับโอกาส
        1.3 ใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับลักษณะของการสื่อสาร
    เช่น ลักษณะของการเขียนตำราทางวิชาการก็อาจใช้ถ้อยคำแตกต่างจากการบันทึกไดอารี่ (diary) หรือ การใช้ถ้อยคำในการเป็นโฆษก ก็อาจใช้คำแตกต่างจากการเป็นประธานกล่าวเปิดงาน เป็นต้น
    2. การใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องและชัดเจน หมายถึงสามารถใช้คำพูดให้ถูกต้องตามอักขรวิธีและตรงตามความหมาย หากเป็นการพูดก็ไม่ใช้ถ้อยคำผิดพลาดหากเป็นการเขียนก็ไม่เขียนผิดสะกดการันต์ และไม่ใช้ภาษากำกวมที่สามารถสื่อความได้หลายประเด็นอาจทำให้เกิดตีความสับสนได้
    3. รู้จักใช้ถ้อยคำให้มีชีวิตชีวาและมีพลัง การใช้คำให้มีชีวิตชีวา คือการรู้จักเลือกถ้อยคำที่มีน้ำหนักหรือการหาคำขยายมาใช้ในบริบทที่ต้องการ จึงจะทำให้คำเกิดพลัง และมีชีวิตชีวา
   
อวัจนภาษา (Nonverbal Language)
    อวัจนภาษา หมายถึง ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำแต่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกเพื่อสื่อความหมายแทนคำพูดอาจแสดงออกทางพฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นบุคลิกภาพของมนุษย์

    อวัจนภาษา สามารถแบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ ซึ่งจะกล่าวเฉพาะที่จำเป็น ได้ดังนี้
    1. ภาษาท่าทาง หรือเรียกว่า อาการภาษา (kinesics)มนุษย์สามารถใช้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย แสดงกิริยาท่าทางเพื่อสื่อความหมายโดยไม่ต้องใช้เสียงพูด
    2. จักษุภาษา (oculesics) หรือภาษาตา การใช้สายตา จะเกิดขึ้นเฉพาะการสื่อสารด้วยการพูด ผู้พูดบนเวทีจึงควรใช้สายตากวาดมองผู้พูดให้ทั่วถึง หรือประสานสายตาในบางโอกาส จะทำให้เกิดสัมฤทธิ์ผลในการพูดมากขึ้น
    3. เทศภาษา (proxemics) คำว่า เทศ หมายถึงสถานที่ อวัจนภาษาประเภทนี้อาจจะปรากฏให้เห็นเกี่ยวกับระยะของสถานที่ที่อยู่ใกล้หรืออยู่ไกล ซึ่งผู้รับสารจะต้องวินิจฉัย ตีความ
    4. กาลภาษา (ononesics) หมายถึง การใช้เวลาของมนุษย์จะเป็นเครื่องสื่อความหมายให้เราทราบถึงพฤติกรรม หรือ