บทที่ 2 (สมบูรณ์)

posted on 14 Jul 2008 18:02 by haaple







บทที่ 2

แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง



 

    ในการศึกษาวิจัยเรื่อง วิเคราะห์ลักษณะการใช้ภาษาและการเลือกสรรคำ ในคอลัมน์บทสัมภาษณ์ของนิตยสารลิปส์ และลิปส์ลุกซ์ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมทั้งจากตำรา สื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ รวมถึงสื่ออินเตอร์เนตที่ให้แนวคิด ทฤษฎี เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาที่จะสามารถทำให้งานวิจัยในครั้งนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วย

    แนวคิด และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษา

        ความหมายของภาษา

    คำว่า "ภาษา" มีผู้ให้ความหมายไว้แตกต่างกัน แต่ในที่นี้หมายถึง เครื่องมือของการสื่อสาร ก่อให้เกิดความเข้าใจความหมายตรงกัน เป็นสื่อกลางในการสืบทอดและเป็นหลักฐานของวัฒนธรรม ทำให้สามารถศึกษาถ่ายทอดนำมาอนุรักษ์ และสร้างสรรค์วัฒนธรรม เป็นมรดกของสังคมสืบต่อกันมา (ประภาศรี สีหอำไพ 2534:26)

    รองศาสตราจารย์ปรีชา ช้างขวัญยืน (2517 : 5-7) กล่าวไว้ว่า ภาษา ทำหน้าที่สื่อความคิด คือเป็นสะพานเชื่อมความคิดของมนุษย์ให้ถึงกันได้
และยังกล่าวด้วยว่า หน้าที่พื้นฐานของภาษามี 3 ประการคือ
    1. ให้ข้อเท็จจริง คือ บอกหรือยืนยันว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งที่ยืนยันนั้นอาจจะเป็นจริงหรือเท็จก็ได้
    2. แสดงความรู้สึก คือ เร้าอารมณ์ของผู้อ่าน หรือผู้ฟังให้คล้อยตาม และให้เกิดอารมณ์อย่างเดียวกับผู้พูดหรือผู้เขียน
    3. ชี้แนะ คือ ให้เกิดหรือไม่ให้เกิดการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า ภาษา เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญของมนุษย์ และมีค่ามากในสังคมมนุษย์ด้วย เพราะภาษาทำให้สมาชิกในสังคมเกิดความเข้าใจกันได้ในทุกระดับ และที่สำคัญยิ่งก็คือ ภาษาเป็นเอกลักษณ์ของชาติ นำความภาคภูมิใจ ถือเป็นสมบัติของชาติที่คนในชาติพึงหวงแหน และรักษาไว้มิให้เสื่อมสูญ
วัฒนธรรมของภาษาไทย เป็นเรื่องของการใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องและเหมาะสม ประภาศรี สีหอำไพ (2534 : 49) กล่าวไว้ว่า คนไทยมีวัฒนธรรมในการใช้ถ้อยคำภาษาที่สุภาพ และเหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคลมีการใช้คำราชาศัพท์ และใช้ถ้อยคำเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ คือ การสื่อสาร การสั่งสอน ได้แก่ ภาษิตคติพจน์ต่าง ๆ และการสร้างสรรค์

    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำว่า “ ภาษา ” ไว้ว่า “ ภาษา คือ เสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูด ถ้อยคำที่ใช้พูดกัน ” (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 : 616)
    วิจินตน์ ภาณุพงศ์ อธิบายความหมายของภาษาว่า “ ภาษา หมายถึง เสียงพูดที่มีระเบียบและมีความหมาย ซึ่งมนุษย์ใช้ในการสื่อความคิด ความรู้สึก และในการที่จะให้ผู้ที่เราพูดด้วยทำสิ่งที่เราต้องการ และแทนสิ่งที่เราพูดถึง ” (วิจินตน์ ภาณุพงศ์ 2524 : 85)
    วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์ ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญๆ อันเป็นคุณสมบัติของภาษา สรุปได้ดังนี้(วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์ 2526 : 2)
    1. ภาษาประกอบขึ้นด้วยเสียงและความหมาย โดยนัยของคุณสมบัตินี้ ภาษาหมายถึงภาษาพูดเท่านั้น ไม่รวมถึงภาษาเขียน ภาษาเขียนเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์ใช้บันทึกภาษาพูด
    2. ภาษาเป็นเรื่องของสัญลักษณ์ ซึ่งต้องมีการเรียนรู้จึงจะเข้าใจได้ว่าสัญลักษณ์นั้นมีความหมายว่าอย่างไร
    3. ภาษามีระบบ เช่น การเรียงลำดับเสียง หรือการเรียงลำดับคำในประโยค การจะใช้ภาษาให้ถูกต้องจึงต้องเรียนรู้ระเบียบและกฎของภาษานั้นๆ
    4. ภาษามีพลังงอกงามอันไม่สิ้นสุด จากจำนวนเสียงที่มีอยู่ ผู้พูดสามารถผลิตคำพูดได้ไม่รู้จบ เราจึงไม่อาจนับได้ว่าในภาษาหนึ่งๆ มีจำนวนคำเท่าใด

    ความหมายของ   ภาษา   อาจแยกได้เป็นความหมายโดยอรรถและความหมายโดยปริยายดังนี้
        ความหมายโดยอรรถ   ภาษา   หมายถึง
               1. เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารความรู้   ความคิด   ความต้องการของมนุษย์เครื่องมือดังกล่าวอาจได้แก่   เสียงพูด   เสียงสัญญาณต่างๆ   รูปภาพ   แผนภูมิ   ตัวอักษร ท่าทาง   ฯลฯ   การใช้เครื่องมือดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงในกลุ่มชนซึ่งผู้ใช้จะต้องเรียนรู้   เพื่อทำความเข้าใจกันได้
               2. การติดต่อ   การสื่อความรู้สึก ในหมู่สัตว์ด้วยกัน   ได้แก่   การใช้เสียง   ท่าทาง    ฯลฯ
               3. วิชาการแขนงหนึ่ง   ว่าด้วยการศึกษาภาษาในแง่มุมต่างๆ   กัน   เช่น   ศึกษาเพื่อให้มีทักษะ   มีความสามารถในการฟัง   พูด   อ่าน   เขียน   หรือศึกษาเพื่อรู้ระเบียบโครงสร้างของภาษา   ฯลฯ

      ความหมายโดยปริยาย   เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ   ภาษา   อาจหมายถึง
             1. ความรู้   ความเข้าใจ   ความมีทักษะในการ ฟัง   พูด   อ่าน   เขียน
             2. กลุ่มชน   เผ่า   หรือชนชาติ
             3. ระเบียบ   แบบแผน   แบบอย่าง
    อาจกล่าวได้ว่า “ ภาษา ” หมายถึง เครื่องมือในการสื่อความหมายซึ่งใช้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ความต้องการของตนให้ผู้อื่นทราบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด ถ้อยคำ กิริยาอาการ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ

    สรุปแล้วความหมายของภาษาจึงตรงกับความหมายที่ว่า เครื่องมือสื่อสารที่สำคัญของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น วัจนภาษา หรืออวัจนภาษา ซึ่งทำให้เกิดกระบวนการสื่อสารในกลุ่มสมาชิกทางสังคม และสามารถเข้าใจกันได้ในทุกระดับ

        ความสำคัญของภาษาต่อการสื่อสาร

    ภาษาเป็นตัวแทนของสาร หรือ ความหมายของสารทกชนิดฝากไว้กับภาษา ภาษากับสารจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอาจกล่าวได้ว่าภาษามีความสำคัญต่อการสื่อสาร ที่ทำให้กระบวนการสื่อสารดำเนินไปได้ เหตุผลเพราะภาษาทำหน้าที่ เป็นตัวกลางที่จะทำให้ผู้ส่งสารและผู้รับสารเข้าใจตรงกัน
(อุดม พรประเสริฐ: 2549)
    นอกจากนี้ภาษายังมีความสำคัญ และมีบทบาทอย่างมากต่อสัมคม กล่าวคือ
     1. ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร มนุษย์ต้องใช้ภาษาพูดจาสื่อสารกับคนที่อยู่รอบข้างเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความคิด ความต้องการ เพื่อบอกเล่าไต่ถามความรู้และอื่น ๆ
    2. ภาษาเป็นพลังในการรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในสังคม ภาษามีบทบาทสำคัญที่ทำให้คนในชาติ ซึ่งพูดภาษาเดียวกันมีความผูกพันต่อกัน มีความสำนึกในเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
    3. ภาษาเป็นภาพสะท้อนความเจริญทางสังคม ภาษาประจำชาติที่ใช้สืบต่อถ่ายทอดกันมานั้นจะผูกพันกับสังคมของผู้ใช้ภาษาอย่างใกล้ชิด คำศัพท์ที่มีในภาษาจะแสดงให้เห็นลักษณะความเป็นอยู่ อาหารการกิน ความเชื่อ ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ ของสังคมนั้น ความเจริญก้าวหน้าของสังคมย่อมมีผลต่อภาษาด้วย ดังนั้นภาษาจึงเป็นหลักฐานแสดงอารยธรรมต่าง ๆ ของสังคม เช่น ศิลปะ ศาสนา วิทยาศาสตร์ ฯลฯ
    4. ภาษาเป็นเครื่องมือในการบันทึกและถ่ายทอดทางวัฒนธรรม โดยที่ภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่กำหนดเพื่อแสดงความรู้สึกนึกคิด และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ก็เป็นผลิตผลของวัฒนธรรมหรือแบบแผนชีวิตของสังคมมนุษย์ ดังนั้น ภาษาย่อมจะแสดงความรู้สึกนึกคิด ทัศนะ และค่านิยมทางสังคมไว้ไม่มากก็น้อย
    5. ภาษาเป็นศิลปะ   มีความงดงามในกระบวนการใช้ภาษา   กระบวนการใช้ภาษานั้น      มีระดับและลีลา   ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายด้าน   เช่น   บุคคล   กาลเทศะ   ประเภทของเรื่อง ฯลฯ   การที่จะเข้าใจภาษา   และใช้ภาษาได้ดีจะต้องมีความสนใจศึกษาสังเกตให้เข้าถึงรสของภาษาด้วย
    ด้วยเหตุนี้ หากต้องการเข้าใจวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษาใด ก็อาจใช้ภาษานั้นเป็นข้อมูลเพื่อสืบกันได้ และในทางตรงกันข้าม หากเราไม่เข้าใจความหมายของถ้อยคำในภาษาใดอย่างชัดเจน ก็อาจศึกษาวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษานั้น เพื่อหาความรู้ว่าทำไมเขาจึงพูดหรือใช้คำนั้นได้เช่นเดียวกัน

        ลักษณะและประเภทของภาษาในการสื่อสาร

    รองศาสตราจารย์อุดม พรประเสริฐ ได้กล่าวถึงลักษณะและประเภทของภาษาในการสื่อสาร รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการใช้ภาษาไม่ถุกต้องตามหลักภาษาไทยไว้ว่า
    ภาษาในโลกนี้ ถ้าจะแบ่งเป็นประเภทใหญ่ได้เพียง 2 ประเภท คือ ภาษาประเภทที่ใช้ถ้อยคำ เรียกว่า วัจนภาษา (Verbal Language) และอีกประเภทหนึ่งเป็นภาษาที่แสดงออกทางสัญลักษณ์ต่างๆแทนถ้อยคำ เรียกว่า อวัจนภาษา (Nonverbal Language)
   
    วัจนภาษา (Verbal Language)
    วัจนภาษา หมายถึง ถ้อยคำต่าง ๆ ในภาษาทั้งถ้อยคำที่เป็นคำพูด และถ้อยคำที่เป็นตัวหนังสือ การใช้วัจนภาษาควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
    1 การใช้ถ้อยคำให้เหมาะสม หมายถึง ผู้ใช้ถ้อยคำจะต้องรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับกรณีต่อไปนี้
        1.1 เหมาะสมกับบุคคลผู้รับสาร
        1.2 เหมาะสมกับโอกาส
        1.3 ใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับลักษณะของการสื่อสาร
    เช่น ลักษณะของการเขียนตำราทางวิชาการก็อาจใช้ถ้อยคำแตกต่างจากการบันทึกไดอารี่ (diary) หรือ การใช้ถ้อยคำในการเป็นโฆษก ก็อาจใช้คำแตกต่างจากการเป็นประธานกล่าวเปิดงาน เป็นต้น
    2. การใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องและชัดเจน หมายถึงสามารถใช้คำพูดให้ถูกต้องตามอักขรวิธีและตรงตามความหมาย หากเป็นการพูดก็ไม่ใช้ถ้อยคำผิดพลาดหากเป็นการเขียนก็ไม่เขียนผิดสะกดการันต์ และไม่ใช้ภาษากำกวมที่สามารถสื่อความได้หลายประเด็นอาจทำให้เกิดตีความสับสนได้
    3. รู้จักใช้ถ้อยคำให้มีชีวิตชีวาและมีพลัง การใช้คำให้มีชีวิตชีวา คือการรู้จักเลือกถ้อยคำที่มีน้ำหนักหรือการหาคำขยายมาใช้ในบริบทที่ต้องการ จึงจะทำให้คำเกิดพลัง และมีชีวิตชีวา
   
อวัจนภาษา (Nonverbal Language)
    อวัจนภาษา หมายถึง ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำแต่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกเพื่อสื่อความหมายแทนคำพูดอาจแสดงออกทางพฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นบุคลิกภาพของมนุษย์

    อวัจนภาษา สามารถแบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ ซึ่งจะกล่าวเฉพาะที่จำเป็น ได้ดังนี้
    1. ภาษาท่าทาง หรือเรียกว่า อาการภาษา (kinesics)มนุษย์สามารถใช้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย แสดงกิริยาท่าทางเพื่อสื่อความหมายโดยไม่ต้องใช้เสียงพูด
    2. จักษุภาษา (oculesics) หรือภาษาตา การใช้สายตา จะเกิดขึ้นเฉพาะการสื่อสารด้วยการพูด ผู้พูดบนเวทีจึงควรใช้สายตากวาดมองผู้พูดให้ทั่วถึง หรือประสานสายตาในบางโอกาส จะทำให้เกิดสัมฤทธิ์ผลในการพูดมากขึ้น
    3. เทศภาษา (proxemics) คำว่า เทศ หมายถึงสถานที่ อวัจนภาษาประเภทนี้อาจจะปรากฏให้เห็นเกี่ยวกับระยะของสถานที่ที่อยู่ใกล้หรืออยู่ไกล ซึ่งผู้รับสารจะต้องวินิจฉัย ตีความ
    4. กาลภาษา (ononesics) หมายถึง การใช้เวลาของมนุษย์จะเป็นเครื่องสื่อความหมายให้เราทราบถึงพฤติกรรม หรือเหตุการณ์บางอย่างของผู้สื่อสาร
    5. สัมผัสภาษา (naptics) การสัมผัสทางร่างกาย เป็นการสื่อความหมายให้ทราบถึงเจตนาได้อย่างหนึ่ง
    6. วัตถุภาษา (objectics) คือ อวัจนภาษาที่ ปรากฏให้เราเห็นเช่น คนขับรถเมอร์เซเดสเบนซ์ (Mercedez Benz) ย่อมสื่อให้เราเข้าใจว่าผู้นั้นน่าจะเป็นคนรวย หรือมีตำแหน่งหน้าที่สูง คนแต่งกายภูมิฐาน ก็อาจจะสื่อความให้เรา เห็นว่าเป็นคนน่าเชื่อถือ
    7. ปริภาษา (vocatics) เป็นภาษาที่แฝงหรือแทรกอยู่กับวัจนภาษา ที่สื่อความหมายและสื่อความรู้สึกไปในทางบวก ทางลบต่อผู้รับสารได้
    8. สัญญาณภาษา (signal) หมายถึง สัญญาณต่างๆ ที่มนุษย์สร้างมาใช้ร่วมกัน รวมไปถึงเครื่องหมายต่างๆที่เราใช้กันอยู่นอกเหนือจากเครื่องหมายหลักภาษาไทยแล้วถือว่าเป็นสัญญาณภาษาทั้งสิ้น

    การใช้อวัจนภาษาในภาษาไทย
    อวัจนภาษาเป็นภาษาสากล แต่สำหรับรายละเอียดอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละชาติแต่ละภาษา สำหรับคนไทยเรามีเอกลักษณ์บางอย่างที่แสดงออกทางอวัจนภาษา จึงขอยกมากล่าวไว้ให้เห็นบางส่วนที่สำคัญ
    1. กิริยามารยาท
นับเป็นคุณสมบัติทางอวัจนภาษาที่เป็นตัวเสริมให้การสื่อสารประสบความราบรื่นมากกว่าผู้ที่ขาดกิริยามารยาทแน่นอน
    2. วัฒนธรรมไทย
วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุหรือพฤติกรรมต่างๆจะเป็นสิ่งช่วยสื่อความหมายบ่งบอกความเป็นไทย

        บทบาทของภาษาไทยต่อการสื่อสาร

    1. บทบาทด้านการติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน
    2. บทบาทของภาษาไทยด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์
    3. บทบาทด้านการศึกษา
    4. บทบาทที่มีต่อการบริหารองค์กร
    5. ใช้ภาษาไทยสื่อสารเพื่อการอาชีพ
    6. การใช้ภาษาไทยสื่อสารเพื่อปลูกฝังจริยธรรม


        ข้อควรคำนึงในการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร

    1. รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำให้ถูกต้อง ตรงความหมาย
    2. ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบุคคลและกาลเทศะ
    3. หลีกเลี่ยงการใช้ภาษากำกวมและวกวน
    4. การใช้ภาษาให้กระชับรัดกุม
    5. ใช้ภาษาในทางสร้างสรรค์
    6. การใช้สำนวนโวหารที่ดี

        ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการใช้ภาษา

    1. ปัญหาการใช้ภาษาไม่ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาไทย
        1.1. ออกเสียงผิดพลาดและไม่ชัดเจน เช่นออกเสียง ร ล ไม่ชัดรวมทั้ง ออกเสียงควบกล้ำไม่ได้ การออกเสียงวรรณยุกต์ ไม่ถูกต้องตามหลักการอ่าน เป็นต้น
        1.2 การรับสารแล้วสื่อทันทีโดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อนทำให้เกิดกระแสการชักจูงจากเล่ห์กลของผู้ส่งสาร ผู้รับสารจึงตกเป็นเครื่องมือของบุคคลบางกลุ่มได้ง่าย
        1.3 ปัญหาความนิยมใช้อักษรย่อมากเกินควร ทำให้ผู้รับสารไม่สามารถทำความเข้าใจได้
        1.4 ใช้คำผิดพลาด ไม่ตรงความหมายและกำกวม
        1.5 เขียนหนังสือผิดพลาด

    2. ปัญหาการใช้ภาษาของสื่อมวลชน
    เนื่องจากในปัจจุบันประชาชนบริโภคสื่อสารมวลชนอย่างกว้างขวาง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกเชื่อ และศรัทธาว่า ถ้าสิ่งที่เป็นข่าวหรือข้อมูลที่ถ่ายทอดผ่านสื่อเมื่อใด สิ่งเหล่านั้นจะเชื่อถือได้เสมอไป จึงเกิดโรคหลงเชื่อสื่อเกิดขึ้น  สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมอยู่ขณะนี้ประชาชนจะต้องตรวจสอบ และใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้ถ่องแท้ก่อนจึงจะทำให้การบริโภคสื่อได้ผล ความจริงข้อผิดพลาดของการเสนอข่าวนั้นมีอยู่เป็นประจำ เพราะปรัชญาของการเสนอข่าว คือ ความรวดเร็วยิ่งเร็วได้เท่าไรข่าวยิ่งมีคุณค่า
        2.1  การรีบเร่งที่จะเสนอข่าว จึงทำให้ผู้สื่อข่าวมีโอกาสหาข้อมูลผิดพลาด
        2.2  ความต้องการในเชิงธุรกิจ ทำให้มีการแต่งเติมถ้อยคำให้วิจิตร พิสดาร และสร้างสถานการณ์ให้น่าตื่นเต้นเร้าใจ ซึ่งบางครั้งไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเฉพาะการพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ ปัญหาของสื่อเท่าที่พบมีหลายประเด็น คือ
        2.3  การเสนอข้อมูลข่าวสารมักจะมุ่งทางลบมากกว่าทางบวก ข่าวความเลวร้ายและหายนะของผู้ที่ตกเป็นข่าว ซึ่งล้วนแต่เป็นคนมีชื่อเสียงมักได้รับการเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง
        2.4  การใช้ภาษาผิดพลาดของสื่อมวลชน เช่น พูดไม่ชัด ออกเสียงอักขระผิดพลาดอยู่เป็นประจำ ทำให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารจดจำและนำไปใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

    3. ปัญหาที่เกิดจากการนำภาษาต่างประเทศมาใช้มากเกินไป
    ภาษาต่างประเทศที่เข้ามาใช้แทนภาษาไทยทั้ง ๆ ที่มีภาษาไทยใช้อยู่แล้ว เช่น คำว่า ออกกำลังกาย ก็มักใช้คำว่า เอ็กเซอร์ไซส์ (exercise) คำว่า อาหารเช้า ก็มักพูดว่า เบรกฟาสต์ (breakfast) เป็นต้น ปัญหามีอยู่ว่าถ้าใช้ ภาษาต่างประเทศกันมากขึ้นในอนาคต ภาษาไทยที่ถือว่าเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ที่สำคัญเท่าเทียบกับชาติ ก็จะสูญสิ้น หากสูญสิ้นจริงก็เท่ากับเสียชาติ หรือถูกกลืนชาติ ความเป็นไทยก็จะสลายลงเมื่อถึงวันนั้น

    4. ปัญหาการนำคำมาใช้อย่างไม่เหมาะสม
    ขณะนี้ประชาชนเริ่มใช้คำไม่เหมาะสมอยู่ 2 ลักษณะคือ
        4.1 เอาคำธรรมดามาใช้กับเบื้องสูง เช่น เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นในหลวง ใช้คำว่าพระองค์ท่านเป็นท่าน
        4.2 ใช้คำยกย่องบุคคลเกินฐานะ เช่น นิยมเรียก พระสงฆ์หรือสามเณรว่า พระคุณเจ้า หรือเรียกว่าพระเดช พระคุณ
(.....อ้างอิง....)

    แนวคิดเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของภาษาไทย

    ภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะของตนเองแตกต่างจากภาษาอื่น และการที่จะใช้ภาษาไทยให้ได้ผลกับความมุ่งหมาย จะต้องรู้จักภาษาไทยอย่างถ่องแท้เสียก่อน ดังจะกล่าวต่อไปนี้

    1. ภาษาไทยมีตัวอักษรเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นที่น่าภาคภูมิใจยิ่งนักเพราะบางชาติไม่มีภาษาของตนเองใช้ ยังต้องใช้ภาษาของชาติอื่นอยู่ หรือบางชาติมีภาษาของตนเองใช้แต่ต้องใช้ตัวอักษรของชาติอื่น ซึ่งต่างกับชาติไทยเราที่มีตัวอักษรเป็นของตนเอง ซึ่งตัวอักษรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีดังนี้
        1.1 ตัวอักษรแทนเสียงแท้ คือ สระ มี 32 เสียง และมีรูป 21 รูป เช่น /-ะ / คือ วิสรรชนีย์ , / -า / คือ ลากข้าง เป็นต้น
        1.2 ตัวอักษรแทนเสียงแปร คือ พยัญชนะ มี 44 ตัว เช่น ก , ข , ฃ , ค เป็นต้น

        1.3 ตัวอักษรแทนเสียงดนตรี คือ วรรณยุกต์ มี 5 เสียง 4 รูป ได้แก่ ไม้เอก ( อ่ ) , ไม้โท ( อ้ ) , ไม้ตรี ( อ๊ ) , ไม้จัตวา ( อ๋ ) และเสียงสามัญ (ไม่มีรูป)
        1.4 ตัวอักษรแทนจำนวน คือ ตัวเลข ได้แก่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐

    2 . ภาษาไทยแท้เป็นภาษาที่มีพยางค์เดียว คำพยางค์เดียวจะออกเสียงชัดเจน มีความหมายที่ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้ทันที เช่น พ่อ , แม่ , นั่ง , นอน , เดิน , เสือ , ลิง ฯลฯ

    3 . ภาษาไทยแท้มีตัวสะกดตามมาตรา มาตราตัวสะกดมี 9 มาตรา คือ คำไทยแท้จะมีตัวสะกดตามมาตราและไม่มีการันต์ ดังนี้

แม่กก ใช้ “ ก ” เป็นตัวสะกด
แม่กด ใช้ “ ด ” เป็นตัวสะกด
แม่กบ ใช้ “ บ ” เป็นตัวสะกด
แม่กง ใช้ “ ง ” เป็นตัวสะกด
แม่กม ใช้ “ ม ” เป็นตัวสะกด
แม่กน ใช้ “ น ” เป็นตัวสะกด
แม่เกย ใช้ “ ย ” เป็นตัวสะกด
แม่เกอว ใช้ “ ว ” เป็นตัวสะกด
แม่ ก กา คือ ไม่มีตัวสะกด
    นอกจากนี้ยังมีคำไทยที่ยืมมาจากภาษาอื่น จะสังเกตได้จากการเขียนตัวสะกดตามรูปเดิมภาษาเดิม แต่การออกเสียงจะออกเสียงตามมาตราตัวสะกดของไทย เช่น
แม่กก : ข ค ฆ ตัวอย่าง เลข โรค เมฆ
แม่กด : จ ร ซ ฏ ฐ ท ตัวอย่าง กิจ ราช ก๊าซ ชัฏ รัฐ บาท
แม่กบ : ป พ ฟ ภ ตัวอย่าง รูป ภาพ กราฟ ลาภ
แม่กน : ณ ญ ร ล ฬ ตัวอย่าง คุณ บุญ การ กาล กาฬ

    4. ภาษาไทยมีรูปสระวางไว้หลายตำแหน่ง
        ๐ ข้างหน้าพยัญชนะ เช่น ไป , เสแสร้ง
        ๐ ข้างหลังพยัญชนะ เช่น จะ , มา
        ๐ ข้างบนพยัญชนะ เช่น ดี , กัน
        ๐ ข้างล่างพยัญชนะ เช่น ครู , สู้
        ๐ ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เช่น เขา , เธอ
        ๐ ทั้งข้างหน้าและข้างบน เช่น เป็น , เสียง , คิด

    5. ภาษไทยเป็นภาษาคำโดดมีความหมายหลายอย่าง จึงทำให้มีคำมากขึ้นตามความต้องการ จะสังเกตได้จากข้อความที่ประกอบหรือบริบท ถ้าคำทำหน้าที่ต่างกันความหมายก็ต่างกัน
    ตัวอย่างเช่น “ เขาสนุกสนาน กัน ในห้องนั้น แต่น่าแปลกใจว่าทำไมเขา กัน ไม่ให้ กัน เข้าไปในห้อง ”
        คำว่า “ กัน ” ทั้ง 3 คำ มีความหมายต่างกันดังนี้
        “ กัน ” คำที่หนึ่ง เป็นสรรพนาม แสดงจำนวนประมาณว่ามากกว่าหนึ่ง
        “ กัน ” คำที่สอง เป็นกริยา หมายถึงการขัดขวางไม่ให้กระทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
        “ กัน ” คำที่สาม เป็นสรรพนาม แสดงถึงผู้พูดแทนคำว่า “ ฉัน ” (ชื่อคน)

    6. ภาษาไทยมีความประณีต มีคำที่มีความหมายหลักเหมือนกัน แต่มีความหมายเฉพาะต่างกัน ตัวอย่างเช่น
        การทำให้ขาดจากกัน มีคำว่า ตัด หั่น แล่ เชือด เฉือน สับ ฯ
        การทำอาหารให้สุก มีคำว่า ปิ้ง ย่าง ต้ม ตุ๋น ทอด ฯ
        บุพบทบอกสถานที่ (ที่ติดกัน) มีคำว่า ใกล้ ชิด แนบ ข้าง ฯ       
        การเลือกใช้คำในการเขียนหรือการพูดจะต้องเลือกให้ถูก ถ้าเลือกผิด ความหมายก็จะเปลี่ยนไป

    7. ภาษาไทยเป็นภาษาเรียงคำ การเรียงคำในภาษาไทยเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การเปลี่ยนตำแหน่งของคำ ความหมายของคำก็จะเปลี่ยนไปด้วย เช่น
        พ่อแม่ เลี้ยง ลูก
        ลูก เลี้ยง พ่อแม่ เป็นต้น
    8. ภาษาไทยมีคำบางคำที่มีเสียงสัมพันธ์กับความหมาย คำที่ประสมสระเอ มักจะมีความหมายไปในทางที่ไม่ตรง เช่น เข เก เป๋ โซเซ รวนเร ฯลฯ คำที่ประสมสระออ มี “ ม ” หรือ “ น ” สะกด จะมีความหมายไปในทางงอหรือโน้มเข้าหากัน เช่น งอนง้อ อ้อมค้อม น้อม อ้อม ฯลฯ

    9. ภาษาไทยเป็นภาษาดนตรี การเปลี่ยนแปลงภาษาไทยที่สำคัญที่สุด และทำให้ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีอัจฉริยลักษณะน่าสนใจ ก็คือ การเปลี่ยนระดับเสียงของคำ หรือเรียกว่า “ วรรณยุกต์ ”
    วรรณยุกต์ไทยมี 5 ระดับ คือ เสียงสามัญ เอก โท ตรี จัตวา มีเครื่องหมายแสดงระดับเสียง  เรียกว่า       “ รูปวรรณยุกต์ ” และการที่เรามีวรรณยุกต์ 5 เสียง 4 รูปนี้เอง จึงทำให้ภาษาไทยมีลักษณะพิเศษดังต่อไปนี้
        9.1 มีคำใช้มากขึ้น ทำให้ภาษาขยายตัว เพราะมีการเปลี่ยนระดับเสียง และก็มีการเปลี่ยนความหมาย ตัวอย่างเช่น ขาว หมายถึง สีชนิดหนึ่ง , กระจ่างแจ้ง  ข่าว หมายถึง คำบอกเล่า  ข้าว หมายถึง พืชที่ใช้เมล็ดเป็นอาหาร

        9.2 มีความไพเราะ เพราะระดับเสียงต่าง ๆ ของคำทำให้เกิดเป็นเสียงดนตรี จัดอยู่ในจำพวกภาษาดนตรี ( Musical language) ถ้าผู้ใช้เลือกคำให้เหมาะจะเกิดเสียงไพเราะและเกิดมโนภาพชัดเจน ตัวอย่างเช่น “ ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าให้เหงาหงิม  สุชลปริ่มเปี่ยมเหยาะเผาะเผาะผอย ”
    จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า การใช้เสียงสูงต่ำสลับกันทำให้เกิดความไพเราะ ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงประพันธ์บทร้อยกรองได้จนได้ชื่อว่าเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนเพราะลักษณะของภาษาเอื้ออยู่แล้ว
        9.3 มีจังหวะและคำคล้องจอง ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด แต่ละคำตัดจากกันได้โดยไม่เสียความหมายจึงสามารถเขียนหรือออกเสียงให้เป็นจังหวะได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเน้นความและเกิดความกะทัดรัด นอกจากนั้นยังนิยมให้มีเสียงคล้องจองกันอีกด้วย จึงทำให้ภาษาไทยทั้งเขียนทั้งพูดไพเราะยิ่งขึ้น ไม่ใช่แต่ในคำประพันธ์เท่านั้น แม้ภาษาความเรียงก็มีจังหวะและความคล้องจองได้ ตัวอย่างเช่น

        •  ฉันได้รับ / จดหมาย / ของเธอแล้ว
        •  ฉันมีธุระ / จะต้องรีบไป มีจังหวะ
        •  เร็ว / เข้าหน่อย
        •  ใครดี / ก็ว่าดี / มีอะไร / ก็ว่ามา
        •  ฉันก็รู้อยู่แน่ว่า / เขาจะไม่ค้าน / แต่มันก็สะท้านชอบกล มีความคล้องจอง

        9.4 มีการเลียนเสียงธรรมชาติและเลียนสำเนียงภาษาได้ทุกภาษา ภาษาไทยมีพยัญชนะที่มีพื้นเสียงต่างกันเป็นสามพวก คือ ไตรยางค์ และยังมีรูปวรรณยุกต์บังคับทำให้มีเสียงสูงต่ำต่างกันถึง 5 ระดับ จึงสามารถเลียนเสียงต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงที่สุด นอกจากนี้ในการพูดภาษาต่างประเทศ คนไทยก็ได้ชื่อว่าพูดภาษาใดก็ออกเสียงได้ใกล้เคียงเจ้าของภาษามากกว่าชาติอื่น ตัวอย่างเช่น การเลียนเสียงภาษาต่างประเทศ เต้าเจี้ยว , ตั้งฉ่าย (จีน) ฟุตบอล , ชิลลิง (อังกฤษ) ซังติม , กาแฟ (ฝรั่งเศส) ฉับ , สรง (เขมร) ฟูจิ , ปิ่นโต (ญี่ปุ่น)
    การใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติทำให้เกิดภาพพจน์อย่างดียิ่ง เช่น ฟ้าร้อง ครืน ๆ ลูกไก่ร้อง เจี๊ยบ ๆ  ฝนตก จั้ก ๆ ระฆังดัง เหง่งหง่าง

    10. ภาษาเขียนมีวรรคตอน ภาษาพูดมีจังหวะ ด้วยเหตุที่ภาษาไทยมีวิธีเขียนคำต่อกัน ไม่มีการเว้นระยะระหว่างคำ เมื่อจบความจึงมีการเว้นวรรค วรรคตอนจึงเป็นเรื่องสำคัญในภาษาไทย ในเรื่องการแบ่งความ การเขียนถ้าเว้นวรรคตอนผิด ความหมายก็จะเปลี่ยนไป การพูดก็ต้องเว้นจังหวะให้ถูกที่เช่นเดียวกัน ถ้าหยุดผิดจังหวะ ความหมายก็จะเปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น
        •  พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียพันตำลึงทอง หมายถึง นิ่งเสียดีกว่าพูด
        •  พูดไปสองไพเบี้ย นิ่ง เสียพันตำลึงทอง หมายถึง ยิ่งนิ่งยิ่งเสียหายมาก

    11. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีลักษณนาม ลักษณนามคือนามที่บอกลักษณะของนามข้างหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เราผู้เป็นเจ้าของภาษาควรรักษาเอาไว้ และใช้ให้ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น
        11.1 ลักษณนามใช้ตามหลังจำนวนนับ เพื่อบอกให้รู้ลักษณะต่าง ๆ ของนามนั้น เช่น
•  ผ้า ๒ ผืน
•  ผ้า ๒ พับ
•  ผ้า ๒ ม้วน
    สังเกตได้ว่า คำว่า ผืน , พับ , ม้วน บอกลักษณะของผ้าว่าต่างกันอย่างไร เป็นคำที่แสดงให้เห็นภาพอย่างชัดเจน
        11.2 ใช้ตามหลังนามเมื่อต้องการเน้นหนักและบอกให้รู้ลักษณะ เช่น
•  ฉันต้องการแหวนวงนั้น
•  กระดาษ รีมหนึ่งมีกี่ แผ่น
•  น้ำอัดลมขวดใหญ่ราคากี่บาท
    ลักษณนามทำให้เราเข้าใจลักษณะการมองเห็นภาพของนามข้างหน้า ภาษาไทยมีลักษณะที่แปลกจากภาษาอื่น เราจึงควรรักษาไว้เป็นเอกลักษณ์ของภาษา

    12. ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับของคำ แบ่งเป็น
        12.1 ราชาศัพท์ ชาติไทยเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่งมาแต่โบราณ ได้รับการยกย่องไปในนานาประเทศที่มีสัมพันธไมตรีกับไทย โดยเฉพาะในเรื่องการคารวะผู้มีอาวุโส ซึ่งแสดงออกทั้งทางกิริยามารยาทและการใช้ภาษา บุคคลในสังคมย่อมต่างกันด้วยวัย ด้วยวุฒิ ลำดับญาติ ลำดับชั้นปกครอง ฯลฯ ภาษาไทยมีอัจฉริยลักษณะอย่างหนึ่งคือ การใช้คำเหมาะแก่บุคคล จนมีผู้กล่าวว่า “ คนไทยพูดกันแม้ไม่เห็นตัวก็ทราบได้ทันทีว่าผู้พูด ผู้ฟัง เป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ ” ทั้งนี้เพราะการใช้ถ้อยคำเหมาะแก่บุคคลนั้น จะบ่งบอกไว้อย่างถนัดชัดเจน เป็นความงดงามทั้งในทางภาษา วัฒนธรรม และสังคม ในทางภาษาจะได้เห็นศิลปะของการใช้ภาษา ในทางสังคมจะได้เห็นวัฒนธรรมทางขนบประเพณี
        12.2 คำบอกลักษณะโดยเฉพาะ ตัวอย่าง ล้าง = ทำให้สะอาด ชำระด้วยน้ำ ใช้กับคนทั่ว ๆ ไป
แต่เมื่อใช้กับ “ ผม ” ต้องใช้ สระผม    เมื่อใช้กับ “ เสื้อผ้า ” ต้องใช้ ซักเสื้อผ้า  ความมีชื่อเสียง = ในทางดี = ลือชาปรากฏ , โด่งดัง   ในทางไม่ดี = อื้อฉาว , กระฉ่อน
        12.3 ภาษาธรรมดากับภาษากวี คำบางคำที่ไทยนำมาจากภาษาอื่นมีความหมายอย่างเดียวกับคำไทย จะนำมาใช้ในภาษาธรรมดาไม่ได้ คงใช้แต่ในคำประพันธ์เท่านั้น ตัวอย่างเช่น

หญิง = สตรี กานดา กัลยา นงคราญ นงนุช นุชนาฏ นงพะงา พนิต ยุพยง เยาวเรศ บังอร อนงค์ ฯลฯ
อาทิตย์ = ตะวัน ไถง ทินกร ทิพากร ภาณุมาศ สุรีย์ รวิ อาภากร สุริยัน ฯลฯ

    13. ภาษาไทยมีคำพ้องเสียงพ้องรูป แบ่งเป็น
        13.1 คำพ้องเสียง ภาษาต่าง ๆ ทุกภาษาย่อมมีการยืมคำภาษาอื่นมาใช้ ถ้ายืมมาจากภาษาเขียนก็รักษาตัวอักษรเดิมไว้ แต่ออกเสียงให้สะดวกในภาษาของตน ภาษาไทยรับภาษาบาลีสันสกฤต เขมรฯ ก็นำมาปรับให้เข้ากับเสียงในภาษาไทย คำเหล่านั้นในภาษาเดิมออกเสียงต่างกัน แต่เมื่อนำมาปรับใช้ในภาษาไทย ตัวอักษรต่างกัน แต่ออกเสียงเหมือนกันจึงเป็นคำพ้องเสียง คือมีเสียงพ้องกัน แต่ความหมายต่างกัน ในการเขียนต้องเขียนให้ถูก มิฉะนั้นความหมายจะเปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น
            1) กาน - ตัดให้เตียน (ท.) การณ์ - เหตุ
                    กาฬ - ดำ กานต์ - เป็นที่รัก
                กาล - เวลา กานท์ - บทกลอน
                การ - กิจ งาน ธุระ
            2) สัน - สิ่งที่มีลักษณะนูนสูง เป็นแนวยาว , ส่วนหนาของมีดหรือขวานที่อยู่ตรงข้ามกับคม (ท.) 
                สรร - เลือก คัด
                สรรพ์ - ทั้งหมด
                สรรค์ - สร้าง
                สันต์ - สงบ
                สันทน์ - พูดจา
                ศัลย์ - ลูกศร ของมีปลายแปลม ( เช่น ศัลยแพทย์ - แพทย์ผ่าตัด)
                สัณฑ์ - ที่รก ที่ทึบ
                สัณห์ - ละมุนละม่อม สุภาพ นิ่มนวล
        13.2 คำพ้องรูป คำพ้องรูป คือ คำที่มีรูปเหมือนกันแต่ออกเสียงต่างกัน ด้วยเหตุที่คำไทยเขียนตัวอักษรติดกัน ไม่แยกคำเป็นช่วง ๆ จึงทำให้รูปคำเหมือนกันแต่ความหมายต่างกัน ต้องเข้าใจความจึงจะใช้ได้ ตัวอย่างเช่น
            1.) เรือนรก - เรือ-นรก = เรือที่ไม่ดี หรือที่มีการฆ่ากัน
                 เรือน-รก = เรือนรกรุงรัง
            2.) เพลา - เพ-ลา = เวลา
                 เพลา = เบา ๆ หรือตัก
            3.) ตากลม - (นั่ง) ตาก-ลม = นั่งเล่น
                 ตา-กลม = นัยน์ตา-กลม
            4.) ขอบอกขอบใจ - ขอ-บอก-ขอบ-ใจ = บอกขอบใจ
                 ขอบ-อก-ขอบ-ใจ = คำซ้อนเน้นความ
    คำพ้องรูป มีความสำคัญในเรื่องการออกเสียง ถ้าออกเสียงผิดความหมายจะผิดพลาดตามไปด้วย

    14 . ภาษาไทยมักจะละคำบางคำ ( ส่วนมากเป็นภาษาพูด) การละคำบางคำทำให้ประโยคบางประโยคมีความหมายไม่แน่ชัด อาจทำให้เข้าใจเป็นสองทาง ตัวอย่างเช่น
        1.) โต๊ะสองตัวนี้ของเธอ    โต๊ะของเธอสองตัวนี้ ละคำว่า “ คือ ” หรือ “ เป็น ”  สองตัวนี้โต๊ะของเธอ
        2.) ฉันไปโรงเรียนเวลา 8.00 น. = ละคำบุรพบท “ ที่ ” หรือ “ ถึง ” ฯลฯ   การละคำไว้ในฐานที่เข้าใจทำให้เกิดความสับสนในการใช้ภาษาได้ง่าย

    15. ภาษาพูดมีคำเสริมแสดงความสุภาพ ภาษาพูดมีคำเสริมท้ายประโยค เช่น 
        แสดงความสุภาพ เช่น เถิด ซิ นะจ๊ะ คะ ครับ ฯลฯ  
        แสดงความไม่สุภาพ เช่น โว้ย ฯลฯ
        แสดงความรู้สึก เช่น นะจ๊ะ โอ้ โอ้ย เอ๊ะ ฯลฯ

    16. การลงเสียงหนักเบาทำให้หน้าที่ของคำเปลี่ยนไป การออกเสียงในภาษาไทยที่มีเสียงหนักเบาไม่เท่ากันทุกพยางค์ ทั้งที่เป็นคำไทยแท้และคำที่มาจากภาษาอื่น การออกเสียงหนักเบายังอาจแยกให้เห็นความหมายที่แตกต่างกันได้ เพราะทำหน้าที่ผิดกัน เ ช่น
        - ถ้ามัน เสีย ก็แก้ เสีย ให้ดี
           “ เสีย ” คำแรก เป็นคำกริยา ลงเสียงหนัก หมายถึง “ เสื่อมคุณภาพ ”
           “ เสีย ” คำหลัง เสียงเบา เป็นคำวิเศษณ์ เสริมเพื่อเน้นความหมาย “ ให้เสร็จไป ”
    ในการพูดจึงต้องระมัดระวังในการออกเสียงหนักเบาให้ถูกต้อง

    17. การสร้างคำ ภาษาทุกภาษาย่อมมีการขยายตัวตามความเจริญของมนุษย์ เมื่อสังคมกว้างขึ้นภาษาก็ต้องขยายตัวไปตามความต้องการของมนุษย์ นักภาษาได้ประมวลวิธีการขยายตัวออกไปเป็น 8 ทาง ภาษาไทยก็ได้ขยายตัวไปตามลักษณะนั้น ซึ่งการสร้างคำของภาษาไทย โดยเฉพาะการประสมคำ ถ้าผู้ใช้ภาษาไม่เข้าใจหลักการใช้ให้ถูกต้อง เว้นวรรคในการเขียน เว้นจังหวะในการพูดผิดพลาดไป อาจทำให้ความหมายไม่ตรงตามความต้องการได้ ดังนั้นเราควรศึกษาลักษณะเฉพาะของภาษาไทย วิธีการเขียนและวิธีการใช้ภาษาไทยให้ถ่องแท้ก่อนนำไปใช้ เพื่อความถูกต้องในการสื่อความหมายทางด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนต่อไป

ภาษาสื่อมวลชน

    การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนมักใช้คำที่ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ลามก เพื่อความสะใจมากกว่าการใช้ภาษาเรียบง่ายแต่ได้เนื้อหาสาระ จนทำให้เกิดคำใหม่ๆ ที่ไม่มีประโยชน์ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะสื่อมวลชนมีข้อจำกัดในการทำงานหลายประการ เช่น การทำงานแข่งกับเวลา การสื่อความให้น่าสนใจ ทำให้ต้องใช้คำที่ง่าย กึ่งภาษาปาก และสื่อถึงคนได้ทุกระดับ จึงอาจจะไม่ถูกใจนักภาษาศาสตร์ได้ ส่วนคนทำงานด้านสื่อกลับมีความเห็นต่างออกไป
    ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์ ดารานักแสดงอารมณ์ดีเป็นอีกคนหนึ่งที่มักจะใช้คำแปลกๆ ใหม่ๆพูดถึงการใช้ภาษาของเด็กรุ่นใหม่ว่า เป็นการประยุกต์เอาสิ่งที่มีอยู่รอบๆ ตัวมาเล่นกับคำศัพท์ ทำให้เกิดภาษาใหม่ จากการรับรู้เพียงไม่กี่คนในกลุ่มก็ขยับขยายไปสู่คนวงกว้าง ยกตัวอย่างเช่น คำว่า ''โหลยโท่ย'' คำนี้ฮิตมากสมัยสิบปีที่แล้ว ความที่เป็นคำแปลกๆ สระไม่เหมือนคำปกติ แต่สมัยนี้ได้ยินน้อยมาก เพราะมีคำอื่นๆ ให้พูดแทน หรือ คำว่า ''เดิ้น'' สมัยนี้หากจะพูดถึงสิ่งที่ทันสมัยต้องใช้คำว่า ''อิน'' รวมถึงคำว่า ''สะแด่วแห้ว'' ซึ่งถือว่าทันสมัยมากเมื่อสิบปี แต่สมัยนี้เชยมาก  เหมือนกับที่ว่า ภาษามันดิ้นได้ ซึ่งกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อก็คงมีอิทธิพลโดยตรง ซึ่งการเอาไปใช้ก็คงต้องรู้ว่ามันเหมาะกับผู้รับสารหรือไม่ ถ้าเป็นเด็ก หรือวัยรุ่นก็น่าจะรับง่าย แต่ผู้ใหญ่คงไม่ชอบ น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา ที่ผู้ใหญ่ชอบให้ทำอะไรตามกรอบประเพณี
    กลุ่มคนที่เห็นว่ามักใช้คำศัพท์แบบนี้มีสองกลุ่ม หนึ่งคือ วัยรุ่น เพราะเป็นวัยที่ต้องการแสดงความเป็นตัวของตัวเองให้ผู้ใหญ่เห็น แล้วภาษาเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงตัวตนของพวกเขาได้ อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มกะเทย ซึ่งกำลังมาแรงเหลือเกิน อ้นให้เหตุผลว่า เพราะคำพูดของคนกลุ่มนี้แรง กระชับ และได้อารมณ์ ทำให้ฮิตติดตลาด เช่น ขอบอก เริ่ด หรือกิ๊บเก๋ยูเรก้า เป็นต้น  เชื่อว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้วเพราะจริงๆ ไม่มีคำที่จะอยู่ได้นาน วันหนึ่งก็ต้องตายไป สังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
     กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ (ครูลิลลี่) ครูสอนภาษาไทยชื่อดังยอมรับว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่ลื่นไหลไปกับกระแสต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะการพูดการจามักจะมีภาษาเป็นของตัวเอง ชนิดที่ผู้ใหญ่ต้องงงไปตามๆ กัน บวกกับวงจรของภาษาที่ไม่หยุดนิ่ง และมักจะปรับเปลี่ยนไปกับกระแสสังคม อาจจะมีการนำมาจากภาษาต่างประเทศ ผ่านทางสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ ละคร หรือโฆษณา เป็นต้น
    ในต่างประเทศก็เช่นกันยกตัวอย่าง ภาษาอังกฤษซึ่งเต็มไปด้วยศัพท์แสลง โดยเฉพาะคำลามก หรือส่อเสียด และมักจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้เห็นว่าทุกภาษาล้วนไม่หยุดนิ่ง และลื่นไหลไปตามผู้ใช้ภาษานั้น
    "คำเชยๆ เป็นเหตุการณ์ปกติของภาษาที่มีวันเกิดก็ต้องดับ มีอยู่ยุคหนึ่งเด็กวัยรุ่นนิยมพูดพยัญชนะตัวเดียวกันทั้งประโยค เช่น "กินข้าวหรือยัง" พูดว่า "ดินด้าวหดือดัง" สิ่งเหล่านี้เพียงต้องการสื่อความในกลุ่มของเขาเท่านั้น เมื่อไปอยู่กับกลุ่มคนอื่น เด็กวัยรุ่นก็ไม่พูดแบบนี้ แล้วมาถึงวันหนึ่งการพูดแบบนี้ก็หายไปเอง"
    ครูลิลลี่กล่าวถึงเรื่องของคำที่อาจมีให้ใช้น้อยไป หรือไม่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภาษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากว่ามากหรือน้อยไป อยู่ที่ว่าจะภาษาเหล่านั้นใช้กับคนกลุ่มไหน เช่น หากนำไปใช้กับวัยรุ่นก็ถือว่าเขามักจะสร้างสรรค์คำใหม่ๆ เป็นเรื่องปกติ เพื่อสื่อความในกลุ่ม แต่สำหรับการทำงานเฉพาะทางเช่น คอมพิวเตอร์ ก็อาจจะต้องประดิษฐ์คำขึ้นมาใหม่ เพื่อประโยชน์ในการสื่อความหมาย อยู่ที่ว่าคำนั้นได้รับการยอมรับจากกลุ่มคนเพียงใด
    อย่างไรก็ตาม คำศัพท์วัยรุ่นบางคำก็อยู่ยงมาจนถึงทุกวันนี้ ดังที่ สุดสงวน คอลัมนิสต์ในนิตยสารสกุลไทย เคยเขียนยกตัวอย่างคำศัพท์วัยรุ่นเก่าๆ ที่ยังเคยได้ยินมานานและยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เช่น คำว่า ''ขี้หลี'' แรกเริ่มนั้นมาจากคำที่เรียกผู้ชายประเภทช่างเอาใจคน (โดยเฉพาะสาวๆ สวยๆ) ว่า "กะหลีกะหลอ" ซึ่งพจนานุกรมให้คำอธิบายว่า "แสดงกิริยาท่าทางหรือพูดจาประจบประแจงอย่างไม่น่าดู" แล้วตามภาษาวัยรุ่นก็จะตัดเหลือสั้นๆ ว่า "คนนี้มันขี้หลี" หรือพูดให้ดู (เหมือน) สุภาพว่า "คนนั้นมันแซ่หลี"
    แล้วต่อมาก็ใช้คำ "หลี" นี้ตามๆ กันมา โดยมาบรรยายพฤติกรรมของผู้ชายบางคนที่เจ้าชู้มากๆ ถึงขั้นหลงใหลในสตรีเพศ แล้วนำมาทำเป็น "คำผวน" เพื่อมิให้ฟังเป็นคำหยาบคายแสลงหูคนฟัง ต่อมาจึงตัดเหลือสั้นๆ เฉพาะคำเดียวมาใช้ โดยคำนี้ยังคงใช้กันอยู่ในหมู่วัยรุ่นและคนกลุ่มอื่นๆ จนถึงทุกวันนี้
    สำหรับผู้ใหญ่หลายคนอาจจะเห็นว่า ภาษาของวัยรุ่นเป็นเรื่องไร้สาระ พูดจาอะไรไม่เห็นรู้เรื่อง ทว่า คนกลุ่มหนึ่งพยายามศึกษาและทำความเข้าใจกับการสร้างคำและการนำไปใช้ของคนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น บนความเชื่อที่ว่า ภาษาเป็นหน้าตาของวัฒนธรรม หากเข้าใจภาษาของพวกเขา บางทีเราอาจจะเข้าใจสิ่งที่วัยรุ่นคิดมากขึ้นก็ได้
    ในอังกฤษเมื่อไม่นานมานี้ มีการคิดค้นดิกชันนารีของวัยรุ่น คำศัพท์เหล่านี้เกิดจากการคำแสลงของวัยรุ่นกลุ่ม Cockney ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของกรุงลอนดอนกับกลุ่ม British India ผู้จัดทำหวังให้ดิกชันนารีนี้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจกับวิถีชีวิตของวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว
    ในประเทศสิงคโปร์ซึ่งได้ชื่อว่าเต็มไปด้วยความหลากหลายของชนชาติ จีน มาเลย์ อินเดีย และอื่นๆ เนื่องจากความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม หากขาดการจัดการที่ดีย่อมจะเกิดความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมได้โดยง่าย ดังนั้นรัฐบาลจึงได้สร้างกลไกต่างๆ ในการประสานความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมย่อย โดยหนึ่งในกลไกทางสังคมที่ถูกนำมาใช้คือ ภาษา
    ว่ากันว่า แต่ละชนชาติมีภาษาของตนเอง เมื่อมาอยู่รวมกันจึงเกิดเป็นการประยุกต์ภาษาที่มีอยู่ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เกิดเป็นภาษาใหม่ๆ เช่น อังกฤษสำเนียงสิงคโปร์ รัฐบาลจึงจัดหาภาษาอื่นที่ไม่เป็นของชาชาติใดชนชาติหนึ่ง ในทีนี้คือ ภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาแรก เป็นภาษากลางของชาติ โดยแต่ละชนชาติจะมีภาษาแม่เป็นภาษาที่สอง ซึ่งจะได้รับการถ่ายทอดจากครอบครัว หรือกลุ่มชุมชนของแต่ละคน
    สำหรับนักวัฒนธรรมศึกษาสนใจภาษาในฐานะที่เป็นตัวแสดงตัวตนของกลุ่มคน เช่น กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มเกย์ หรือคนพื้นเมืองในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมักจะมีภาษาเฉพาะกลุ่ม กลายเป็นแหล่งศึกษาทางวิชาการมากมาย เนื่องจากภาษาเป็นวัฒนธรรมที่คนในสังคมนั้นๆ ช่วยกันสร้าง ดัดแปลง และประยุกต์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
    ในการศึกษาวัฒนธรรมวัยรุ่นมักจะพบว่า รูปแบบภาษาของกลุ่มวัยรุ่นสามารถบ่งบอกการใช้ชีวิตของพวกเขาได้ดี อย่างที่รู้จักกันดีว่า ภาษาแสลง ภาษาประเภทนี้ ช่วยประหยัดคำอธิบายที่ยืดยาวให้สามารถพูดถึงสิ่งที่สังเกตเห็น หรือมีประสบการณ์ได้อย่างกระชับ และยังเป็นตัวเสริมและดำรงความเป็นปึกแผ่นของกลุ่มด้วย การที่จะเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจึงหมายถึง ผู้นั้นจะต้องพูดจาภาษาเดียวกันกับพวกเขาได้ด้วย
    ในต่างประเทศ Nelson นักวิชาการสายสังคมศาสตร์แสดงความเห็นต่อความสำคัญของภาษาในกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของวัยรุ่นว่า ภาษาช่วยให้วัยรุ่นมองตัวเองโดดเด่น และแตกต่างไปจากผู้ใหญ่
    Nelson เคยศึกษาวัฒนธรรมวัยรุ่น 3 กลุ่มพบว่า แต่ละกลุ่มจะมีภาษาเฉพาะที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม เช่น กลุ่มหนุ่มบ้านนอกจะใช้คำศัพท์และการตั้งชื่อเล่นจากเรื่องเกี่ยวกับกีฬา กลุ่มนิยมเครื่องยนต์จะใช้คำจากรถต่างๆ ส่วนกลุ่มยาเสพติดจะใช้คำจากชื่อยาเสพติด และแต่ละกลุ่มจะมีศัพท์แสลงที่ใช้เฉพาะแตกต่างกันไป
    นอกจากนี้ นักวิชาการคนเดิมเคยสำรวจความคิดเห็นของวัยรุ่นประมาณ 2,000 คนเรื่องศัพท์แสลง พบว่า ความแตกต่างระหว่างเพศชายกับหญิงก็ทำให้ใช้ศัพท์ต่างกัน ผู้ชายใช้ภาษาแสลงเกี่ยวกับรถและเงิน ขณะที่ผู้หญิงจะใช้ภาษาแสลงเกี่ยวกับเสื้อผ้า แฟชั่น การแสดงออก หรือคนดัง เป็นต้น
    ดร.อมรวิทย์ นาครทรรพ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งศึกษาวัฒนธรรมวัยรุ่นในหลายมิติ และเคยรวบรวมคำศัพท์ของเด็กวัยรุ่นที่ใช้ในอินเทอร์เน็ตเมื่อไม่นานมานี้ อาจารย์อมรวิทย์เคยกล่าวถึงการใช้คำศัพท์ของวัยรุ่นว่า เป็นตัวสะท้อนตัวตนของวัยรุ่นกลุ่มต่างๆ ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นในเมือง หรือต่างจังหวัด
    คำพูดที่ดูเชยๆ จึงสะท้อนให้เห็นว่าวัยรุ่นสามารถผลิตคำที่นำออกมาใช้ได้อยู่ตลอดเวลา คำๆ หนึ่งจึงอาจจะมีเวลาอยู่ไม่นาน เพราะคำนั้นไม่ตอบสนองความต้องการของวัยรุ่น แต่คำนั้นๆ อาจจะถูกคนกลุ่มคนนำไปใช้สนทนา เช่น คนวัยทำงานที่เริ่มเติบโตขึ้นก็ยังนำคำนี้ไปใช้
    การทำหน้าที่ของภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาทางการ กึ่งทางการ หรือศัพท์แสลงอย่างที่วัยรุ่นใช้กันนั้น จึงล้วนแต่มีความหมาย อยู่ที่ว่าภาษานั้นรับใช้คนกลุ่มไหน สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่คำว่าเชย หรือทันสมัย ทว่าขึ้นอยู่กับความเข้าใจระหว่างคนพูดและคนฟัง ว่าจะเข้าใจตรงกันเพียงใด

    แนวคิดเรื่องภาษาเขียน และการใช้ภาษาในบทสัมภาษณ์

    ภาษาเขียน
   
          นักภาษาประมาณว่าในโลกเรามีภาษที่ใช้พูดกันอยู่ราวๆ 3000 ภาษา แต่ภาษาที่มีตัวอักษรมีอยู่ไม่ถึง 5% การประดิษฐ์ภาษาเขียนขึ้นในสังคมใดๆ ก็ตาม นับเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ของสังคมนั้นๆ เพราะภาษา เขียนทำให้สังคมพัฒนาและก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในสังคมไปจากเดิมมาก ในสังคมที่ไม่มีภาษาเขียน การ ดำเนินชีวิตมักเป็นไปตามกรอบประเพณีที่สืบทอดมาอย่างเคร่งครัด การเรียนการสอนใดๆ  ย่อมอาศัยการฟัง การฝึกปฏิบัติ เป็นหลักสำคัญการท่องจำการทำซ้ำแล้วอีกเป็นสิ่งจำเป็น สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการท่องจำนับเป็นสิ่งที่มีค่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรแก่การเก็บรักษา ไม่พึงทำให้เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ในการเรียนการพูดใดๆ จะต้องมี 3 ฝ่ายเสมอ เนื่องจากความจำของมนุษย์มีขอบเขตจำกัด การจำจึงทำได้อย่างมีขอบเขตที่จำกัดเช่นกัน ตัวอักษรทำให้ข้อจำกัดนี้หมดไปมนุษย์สามารถบันทึกเรื่องราวใช้หูฟังมาเป็นการใช้เครื่องมือเขียนและใช้สายตาอ่าน การเขียนทำให้เกิดสภาพการใช้ภาษาเพียงคนเดียวหรือฝ่ายเดียวได้ คือ อ่านและเขียนคนเดียวได้ ภาษาเขียนทำให้เกิดการเรียนการสอนที่ กว้างไกล ผู้เรียนไม่ต้องเห็นหน้าผู้สอนก็ได้ เพราะเหตุนี้การเผยแพร่ศาสนา การศึกษาในโรงเรียน วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่างๆ จึงเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ว่าการเขียนจะทำให้เกิดความก้าวหน้าเท่าใดก็ตาม ภาษาเขียนก็ยังต้องผูกพันกับภาษาพูด สังคมมนุษย์ทุกสังคมมีภาษาพูด แต่ตัว อักษรมีในบางสังคมเท่านั้น และไม่มีสังคมใดที่มี แต่ภาษาเขียนและตัวอักษรโดยไม่มีภาษาพูด (วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์: 2550)
          ตัวอักษรที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมีหลายรูปแบบแบบแรกเริ่มเป็นภาษาเขียนที่ใช้แทนความหมายสัญลักษณ์หนึ่งใช้แทนความคิดหรือความหมายหนึ่ง เช่น ดวงอาทิตย์ หมายถึงวัน แต่รูปแบบภาพธรรมดา ที่ไม่ได้ใช้แทนความหมายอื่นไม่นับเป็นตัวอักษร ตัวอักษรจีนซึ่งมีใช้นานหลายพันปีเป็นภาษาเขียนที่ใช้แทนคำหรือความคิด ดังนั้นคนจีนที่พูดกันคนละภาษา เช่น จีนกลางกับจีนแต้จิ๋ว ซึ่งต่าง กันมาก และไม่สามารถพูดกันได้รู้เรื่อง สามารถอ่านภาษาเดียวกันได้เพราะเป็นภาษาที่แทนคำหรือความคิด ตัวอักษรหนึ่งอาจใช้แทนความคิดว่า เช่น คน หรือ น้ำ ได้โดยไม่เกี่ยวกับเสียงในภาษาเลย ผู้ที่ออกเสียงคำต่างกันจึงอ่านภาษาเดียวกันได้แต่คำในภาษาหนึ่งๆ มีจำนวนมากมาย การเขียนแบบนี้จึงต้องมีตัวเขียนจำนวนมหาศาลด้วยการเขียนอีกแบบหนึ่งเป็นตัวเขียนแทนพยางค์ เช่น  ภาษาญี่ปุ่น ตัวเขียนแบบนี้หนึ่งตัวแทนพยางค์หนึ่งพยางค์ จำนวนตัวเขียนในภาษาน้อยลงกว่าแบบแทนคำ แต่ก็ยังมีจำนวนมากอยู่
          ตัวอักษรแบบที่พัฒนามากที่สุดเป็นตัวอักษรแทนเสียงที่ใช้อยู่ในภาษา แต่ละภาษาใช้เสียงจำนวนจำกัด ในขณะที่คำในแต่ละภาษามีคำเป็นจำนวนพันจำนวนหมื่น ไม่มีภาษาใดที่ใช้เสียงถึง ๑๐๐ เสียง ภาษาเขียนแบบนี้จึงมีตัวหนังสือน้อยกว่าภาษาเขียน 2 แบบแรกมาก การเขียนแบบตัวอักษรนี้เกี่ยวข้องกับเสียงในภาษาโดยเฉพาะ จึงเป็นเรื่องเฉพาะของภาษาใดภาษาหนึ่งการเขียนแบบตัวอักษรที่ประดิษฐ์ในยุคแรกๆไม่มีตัวอักษรแทนเสียงสระ เช่น ภาษาฮีบรู   ภาษาอารบิค การเขียนในสมัยต่อมาได้พัฒนาให้มีทั้งอักษรแทนเสียงพยัญชนะและสระ และการเขียนของไทยนับว่าพัฒนาไปไกลมาก คือนอกจากมีตัวเขียนแทนเสียงพยัญชนะและสระแล้ว ยังมีตัวเขียนกำกับเสียงวรรณยุกต์อีกด้วย นับว่าเป็น ตัวเขียนที่เป็นตัวอักษรแทนเสียงในภาษาได้ใกล้เคียงที่สุด
          ภาษาเขียนต่างจากภาษาพูดตรงที่เมื่อเขียนขึ้นมาแล้วมักคงรูปอยู่แบบเดิม ผู้ใช้มักไม่เปลี่ยนแปลงภาษาเขียน และในหลายสังคมถือว่าภาษาเขียนเป็นศักดิ์สิทธิ์และเป็นมรดกจากสังคมโบราณ ซึ่งพึงอนุรักษ์ ไว้ ส่วนภาษาพูดนั้นเป็นสิ่งที่ติดอยู่กับตัวผู้ใช้ภาษาจึงเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและสภาพการใช้ภาษาตลอดเวลาเพราะเหตุนี้ ในปัจจุบันภาษาเขียนของหลายภาษาจึงต่างจากภาษาพูด โดยเฉพาะภาษาที่ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้มานานแล้ว เสียงในภาษาพูดปัจจุบันอาจเปลี่ยนไปหรือต่างไปจากเสียงเดิม ตัวอักษรซึ่งประดิษฐ์มานานแล้วจึงยังแทนเสียงในภาษาเดิมอยู่ และไม่ใช่ตัวแทนเสียงของภาษาในปัจจุบันอย่างสมบูรณ์
          ในสังคมโบราณของโลก การเขียนการบันทึกทั้งหมดเกิดจากสังคมที่เป็นเมืองแล้ว ซึ่งหมายถึงว่าเป็นสังคมที่มีคนมากและเป็นคนที่มีการประกอบอาชีพต่างกัน ไม่เหมือนสังคมหมู่บ้านที่ส่วนใหญ่คนมักมีอาชีพเดียวกัน และคนในเมืองมีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่นหลากหลายมากกว่า มีการซื้อขาย การแลกเปลี่ยน ฯลฯ รวมความแล้วก็คือ กิจกรรมต่างๆ ของคนในสังคมเมือง เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดการเขียน การบันทึกขึ้น ภาษาเขียนสุเมเรียนซึ่งเป็นภาษาเขียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีอายุประมาณ 4000 ปี มีบันทึกรายชื่อสิ่งของและรายชื่อคนมากมายศาสนาก็เป็นแรงผลักดันที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการเขียนขึ้น วัดหรือโบสถ์ในสังคมโบราณ หลายแห่งในโลก มักมีบัญชีรายชื่อคนและสิ่งของที่ผู้คนนำมาบริจาคให้

    ความแตกต่างระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียน

          เป็นการยากที่จะตัดสินว่า  คำใดเป็นภาษาพูด   คำใดเป็นภาษาเขียน    ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกาลเทศะในการใช้คำนั้นๆ บางคำก็ใช้เป็นภาษาเขียนอย่างเดียว    บางคำก็ใช้พูดอย่างเดียว   และบางคำอยู่ตรงกลางคืออาจเป็นทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนก็ได้    ความแตกต่างระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียนพออธิบายได้ดังนี้
      1. ภาษาเขียนไม่ใช้ถ้อยคำหลายคำที่เราใช้ในภาษาพูดเท่านั้น เช่น  เยอะแยะ โอ้โฮ  จมไปเลยแย่ ฯลฯ
      2. ภาษาเขียนไม่มีสำนวนเปรียบเทียบหรือคำสแลงที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในภาษาเช่น ชักดาบ  พลิกล็อค  โดดร่ม
      3. ภาษาเขียนมีการเรียบเรียงถ้อยคำที่สละสลวยชัดเจน  ไม่ซ้ำคำหรือซ้ำความโดยไม่จำเป็น  ในภาษาพูดอาจจะใช้ซ้ำคำหรือซ้ำความได้  เช่น  การพูดกลับไปกลับมา เป็นการย้ำคำหรือเน้นข้อความนั้นๆ
     4. ภาษาเขียน   เมื่อเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ผู้เขียนไม่มีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้  แต่ถ้าเป็นภาษาพูด ผู้พูดมีโอกาสชี้แจงแก้ไขในตอนท้ายได้     นอกจากนี้ยังมีข้อแตกต่างระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียนอีกหลายประการ คือ
            4.1) ภาษาเขียนใช้คำภาษามาตรฐาน   หรือภาษาแบบแผน ซึ่งนิยมใช้เฉพาะในวงราชการหรือในข้อเขียนที่เป็นวิชาการทั้งหลายมากกว่าภาษาพูด เช่น
            ภาษาเขียน – ภาษาพูด  ภาษาเขียน – ภาษาพูด  ภาษาเขียน - ภาษาพูด
                สุนัข หมา สุกร หมู กระบือ ควาย
                แพทย์ หมอ เครื่องบิน เรือบิน เพลิงไหม้ ไฟไหม้
                     ภาพยนตร์ หนัง รับประทาน ทาน,กิน ถึงแก่กรรม ตาย,เสีย
                       ปวดศีรษะ ปวดหัว เงิน ตัง(สตางค์) อย่างไร ยังไง
                       ขอบ้าง ขอมั่ง กิโลกรัม,เมตร โล,กิโล ฯลฯ
            4.2)  ภาษาพูดมักจะออกเสียงไม่ตรงกับภาษาเขียน คือ   เขียนอย่างหนึ่งเวลาออกเสียงจะเพี้ยนเสียงไปเล็กน้อย/ส่วนมากจะเป็นเสียงสระ เช่น
      ภาษาเขียน – ภาษาพูด  ภาษาเขียน – ภาษาพูด  ภาษาเขียน - ภาษาพูด
               ฉัน ชั้น เขา เค้า ไหม ไม้(มั้ย)
               เท่าไร เท่าไหร่ หรือ หรอ,เร้อะ แมลงวัน แมงวัน
             สะอาด ซาอาด มะละกอ มาลากอ นี่ เนี่ยะ

            4.3)  ภาษาพูดสามารถแสดงอารมณ์ของผู้พูดได้ดีกว่าภาษาเขียน คือ   มีการเน้นระดับเสียงของคำให้สูง-ต่ำ-สั้น-ยาว ได้ตามต้องการ เช่น
               ภาษาเขียน – ภาษาพูด  ภาษาเขียน – ภาษาพูด  ภาษาเขียน – ภาษาพูด
               ตาย ต๊าย บ้า บ๊า ใช่ ช่าย
               เปล่า ปล่าว ไป ไป๊ หรือ รึ(เร้อะ)
               ลุง ลุ้ง หรอก หร้อก มา ม่ะ

           4.4)  ภาษาพูดนิยมใช้คำช่วยพูดหรือคำลงท้าย    เพื่อช่วยให้การพูดนั้นฟังสุภาพและไพเราะยิ่งขึ้น  เช่น ไปไหนคะ  ไปตลาดค่ะ   รีบไปเลอะ   ไม่เป็นไรหรอก  นั่งนิ่งๆ ซิจ๊ะ

            4.5) ภาษาพูดนิยมใช้คำซ้ำ  และคำซ้อนบางชนิด เพื่อเน้นความหมายของคำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น   เช่น
              คำซ้ำ  ดี๊ดี  เก๊าเก่า  ไปเปย  อ่านเอิ่น  ผ้าห่มผ้าเหิ่ม  กระจกกระเจิก  อาหงอาหาร
              คำซ้อน   มือไม้  ขาวจั้ะ ดำมิดหมี  แข็งเป็ก  เดินเหิน  ทองหยอง


    ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับนิตยสาร

    นิตยสารในยุคปัจจุบัน การเติบโตของระบบทุนนิยมส่งผลให้สื่อมวลชนทุกแขนงต่างหันเหพุ่งเป้าไปยังเรื่องเศรษฐกิจ การอยู่รอด และผลกำไรขององค์กร สื่อมวลชนมีการจัดการและขยายตัวจนเป็นระดับองค์กร และพยายามที่จะถีบตัวเพื่อขึ้นไปสู่ระดับสถาบัน การมองผู้อ่านเป็นผู้บริโภคทำให้สื่อมวลชนทำการผลิตสินค้าประเภทสื่อ เพื่อป้อนและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค การโฆษณามิได้เป็นเพียงการบอกกล่าวสินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่การโฆษณากลายมาเป็นรายได้ของสื่อมวลชน เชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้บริโภคเข้ากับการเปิดรับสื่อ นิตยสารเกือบทุกฉบับมีรายได้หลักจากการโฆษณา โดยยอดขายเป็นเพียงส่วนวัดจำนวนของผู้บริโภคเท่านั้น มิใช่รายได้หลักอย่างเช่นแต่ก่อน
    เทคโนโลยีการสื่อสารและระบบสารสนเทศที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง การกำเนิดของอินเตอร์เน็ต จดหมายอิเล็คทรอนิกส์ และการสื่อสารข้ามทวีป ที่สะดวกรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วยอำนวยความสะดวกและผลักดันให้เกิดการไหลของข้อมูลข่าวสารได้อย่างไร้พรมแดน เทคโนโลยีด้านการพิมพ์ที่พัฒนาอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง กอปรกับคุณภาพของกระดาษที่พัฒนาอยู่เสมอ ทำให้นิตยสารในยุคนี้มีงานพิมพ์ที่มีคุณภาพ การออกแบบและจัดหน้าด้วยคอมพิวเตอร์ทำให้นิตยสารมีรูปเล่มที่สวยงาม เกิดการแข่งขันที่หน้าตาของนิตยสารด้วย
    เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นมาคือ การถ่ายเทวัฒนธรรมการอ่านนิตยสาร นิตยสารที่มีลิขสิทธิ์ของต่างประเทศได้เข้ามาออกเป็นฉบับภาษาไทยหลายต่อหลายชื่อ บริษัทหรือองค์กรหลายองค์กรร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศซื้อสิทธิ์ในการจัดพิมพ์นิตยสารหัวนอกเป็นภาษาไทย
    นอกจากนิตยสารหัวนอกที่เป็นภาษาไทยแล้ว นิตยสารไทยหลายฉบับยังได้แนวคิดการจัดวาง ออกแบบ และเนื้อหามาจากนิตยสารหัวนอกเหล่านี้โดยตรง ดังจะเห็นได้ถึงลักษณะร่วมในนิตยสารแต่ละฉบับบนแผงหนังสือ เช่น การโปรยปก ชื่อหัวหนังสือ การลำดับเนื้อหา และภาพประกอบเป็นต้น
    องค์กรห้างร้านหรือหน่วยงานราชการ ต่างมีนิตยสาร วารสาร จุลสาร หรือสิ่งพิมพ์ประจำองค์กรนั้นๆ เกือบทุกองค์กร แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและบทบาทของนิตยสารเป็นอย่างดี
    นิตยสารไทยยังคงเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง การอ่านนิตยสารกลายมาเป็นวิถีชีวิตส่วนหนึ่งของคนไทย ทั้งสาระ ความรู้ ความบันเทิง ล้วนถูกส่งต่อจากนักเขียนสู่ผู้อ่านอย่างสม่ำเสมอ สื่อมวลชนเชื่อมโยงวิถีการบริโภคเข้ากับวิถีการเสพสื่อ นิตยสารหลายต่อหลายฉบับสร้างความสงสัยให้กับผู้พบเห็นได้ว่า “ใครเป็นผู้อ่าน” เนื่องด้วยการเติบโตและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น นิตยสารเครื่องเสียงรถยนต์ หรือนิตยสารที่เกี่ยวกับอภินิหารความเชื่อ เป็นต้น
    สรุปแล้ว ในยุคปัจจุบันนิตยสารเติบโตและพัฒนาตัวเองจนเป็นสื่อมวลชนอย่างแท้จริง ทั้งนิตยสารเพื่อการค้า เพื่อผู้บริโภค หรือแม้แต่วารสารทางวิชาการ กึ่งวิชาการ และนิตยสารเฉพาะด้านต่างๆ ถือกำเนิดมากมาย ซึ่งในยุคนี้ถือเป็นยุคที่นิตยสารเติบโตไปอย่างรวดเร็ว และเป็นต้นแบบให้กับนิตยสารในยุคต่อๆมาหลายฉบับ แต่อย่างไรก็ดี อำนาจทางการเมือง ยังคงมีอิทธิพลและควบคุมสื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ และทำให้การเติบโตของนิตยสารแตกต่างไปจากหนังสือพิมพ์อย่างชัดเจน (ข้อมูลจากสมาคมนิตยสารแห่งประเทศไทย: 2549)
 

    ความหมายของนิตยสาร (Magazine)

    นิตยสารเป็นสิงพิมพ์ที่รวมเนื้อหาสาระประเภทต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน ที่มีความน่าสนใจหลายๆเรื่อง แต่เป็นเรื่องประเภทเดียวกัน ทำให้สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้ ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของสินค้า และจัดพิมพ์ออกมาเป็นเล่มวางตลาดเป็นรายคาบ (Periodical Publication) คือรายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน เป็นต้น
   
    ความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้

    นิตยสาร (น.) (นิด-ตะ-ยะ-สาน) คำตั้งคือ นิตย- ; นิตย์  หนังสือที่ออกเป็นรายคาบ เช่น นิตยสารรายสัปดาห์ นิตยสารรายเดือน
    ซึ่งถ้าดูจากคำตั้งแล้วเราจะเห็นว่า นิตยสาร นั้นมาจากคำว่า "นิตย-" แล้วบวกรวมกับคำว่า "สาร" ดังนั้นเราลองมาดูความหมายของทั้ง 2 คำนี้

    นิตย- ; นิตย์ (ว.) (นิด-ตะ-ยะ-; นิด) เสมอไป, สม่ำเสมอ, มักใช้ว่า เป็นนิตย์
    สาร ๑; สาร- ๑; สาระ (น.) (สาน; สา-ระ-; สา-ระ) ถ้อยคำ เช่น กล่าวสาร, หนังสือ เช่น นิตยสาร, จดหมาย เช่น เขียนสาร

    ดังนั้น "นิตยสาร" จึงตรงกับหมายความว่า หนังสือที่ออกเป็นประจำ สม่ำเสมอ มีกำหนดเวลาในการออกจำหน่ายหรือเผยแพร่ชัดเจน ตรงเวลา เช่น รายปักษ์ รายเดือน รายสัปดาห์ เป็นต้น
   
    ความหมายจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้

    นิตยสาร เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ที่จุเนื้อหาหลายเรื่องในเล่มเดียวกัน และมีกำหนดเป็นระยะเวลาที่แน่นอน เช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ (สองสัปดาห์) รายเดือน รายสองเดือน เป็นต้น ในปัจจุบัน เมื่อมีการใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้มีนิตยสารในอินเทอร์เน็ต ซึ่งมิใช่สิ่งพิมพ์ แต่ก็ยังเรียกกันว่า "นิตยสาร"
    นิตยสารแต่ละชื่อ จะมีแนวเนื้อหาเฉพาะของตนเอง เช่น แนวศิลปะ บันเทิง แฟชั่น รถยนต์ ท่องเที่ยว เป็นต้น การเขียนบทความในนิตยสารมักจะมีลักษณะผ่อนคลาย เล่าเรื่อง ไม่นิยมเขียนในลักษณะตำรา เว้นแต่ละแทรกอยู่เป็นบางส่วนของเล่ม
    คำว่า "นิตยสาร" มาจากรากศัพท์ คือ นิตย (สม่ำเสมอ) และสาร (เนื้อหา) คำว่า "นิตยสาร" นั้นโดยทั่วไปอาจมีความหมายคาบเกี่ยวกับคำว่า วารสาร ซึ่งออกตามกำหนดเวลาที่แน่นอนเช่นกัน แต่ในทางบรรณารักษศาสตร์ "วารสาร" มีความหมายที่กว้างกว่า
    เป็นที่น่าสังเกตว่า นิตยสารบางชื่อ ไม่ได้ใช้คำว่า นิตยสาร แต่ก็น่าจะจัดเป็นนิตยสารได้ เช่น "อนุสาร อ.ส.ท." ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขณะที่สิ่งพิมพ์บางชนิด มีความก่ำกึ่ง ระหว่างหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ และนิตยสารรายสัปดาห์ เช่น มติชนรายสัปดาห์ สยามรัฐรายสัปดาห์ เนชั่นรายสัปดาห์ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะเนื้อหาในเล่ม มีทั้งข่าว วิเคราะห์ข่าว และบันเทิง ในสัดส่วนที่พอๆ กัน
    นิตยสารทุกเล่ม จะต้องขออนุญาตจัดพิมพ์จากทางราชการ และได้รับหมายเลขสากลประจำนิตยสาร เรียกว่า ISSN (International Standard Serial Number) ซึ่งนิตยสารจะตีพิมพ์ไว้ในส่วนที่เห็นชัดของเล่ม เช่น ปกหน้า สารบัญ สันปก หรือปกหลัง

    ประเภทนิตยสาร
    สมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทยได้จำแนกประเภทของนิตยสารที่มีวางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด มีจำนวนมากกว่า 15 ประเภทเช่น

        1. นิตยสารการเมือง
        2. นิตยสารกีฬา
        3. นิตยสารสำหรับเด็ก
        4. นิตยสารทางการถ่ายภาพและภาพพิมพ์
        5. นิตยสารการท่องเที่ยว
        6. นิตยสารทางธุรกิจและทางการโฆษณา
        7. นิตยสารบันเทิง
        8. นิตยสารบ้าน
        9. นิตยสารผู้หญิง
        10. นิตยสารผู้ชาย
        11. นิตยสารรถ
        12. นิตยสารทางศิลป-วัฒนธรรม
        13. นิตยสารเศรษฐกิจ
        14. นิตยสารสุขภาพ
        15. นิตยสารครอบครัว

    ข้อดีของนิตยสาร
        1. เป็นสื่อที่สามารถเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย
        2. สื่อมีอายุยาวนาน ทำให้โฆษณาผ่านตาผู้บริโภคบ่อยครั้ง
        3. สื่อมีคุณภาพ เพราะกระดาษมีคุณภาพ และการพิมพ์มีคุณภาพสูง
        4. มีจำนวนผู้อ่านต่อฉบับสูง
        5. เข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง
    ข้อเสียของนิตยสาร
         ระยะเวลาในการวางแผงจำหน่ายไม่ตรงเวลาทำให้ข่าวสารเกิดความล่าช้า จนบางครั้งข้อมูลดีเดย์อาจพ้นกำหนดไปแล้ว
   
    นโยบายของนิตยสาร
        1. บอกข่าวคราวความรู้ :ไม่จำเป็นต้องทันเหตุการณ์
               - นามปากกา
                - ใส่สำนวน/ style การเขียน
               - เป็นการสรุปข่าวรวมๆ
        2. แนะแนวทางต่างๆ : แนะการใช้ชีวิตของกลุ่ม target ในเรื่องทั่วๆไป
                - แปลจากต่างประเทศ
                - แล้วแต่ประเภทของนิตยสาร
        3. ให้ความบันเทิง เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น scoop สุขภาพ

    ความแตกต่างของนิตยสารและหนังสือพิมพ์
        1. เนื้อหา
        2. กลุ่มผู้อ่าน : นสพ.กลุ่มผู้อ่านกว้างมาก แต่นิตยสารสามารถระบุกลุ่มผู้อ่านได้ สื่อได้ตั้งแต่ชื่อนิตยสาร
        3. ขนาด ราคา (นสพ. ราคา 8 –20 บาท) , (นิตยสาร ราคา 15 – 100 บาทขึ้นไป)
        4. ระยะเวลาที่ออก : นิตยสารจะไม่มีรายวัน
        5. อายุและการพิมพ์ สิ่งที่อยู่ในนิตยสารจะมีอายุนานกว่า นสพ. ข้อความจะยังทันสมัยและอ้างอิงได้

    องค์ประกอบของนิตยสาร
        1. คอลัมภ์ประจำ (department) เช่น บ.ก. จดหมายผู้อ่าน ทำอาหาร
        2. บทความในคอลัมภ์ประจำ : อาจเชิญคนข้างนอกมาเขียน
        3. เรื่องทั่วๆไป : ไม่ตายตัวแน่นอน , บทความพิเศษที่เปลี่ยนไปในแต่ละเล่ม
        4. ภาพ สีสัน design

    การกำหนดเนื้อหาของนิตยสาร ต้องคำนึงถึง
        1. วัตถุประสงค์ของนิตยสาร : ทำให้คนอ่านตัดสินใจเลือกซื้อได้
        2. ตลาดของนิตยสาร : อาจเน้นที่ sponsor มากกว่าผู้ซื้อเอง
        3. มาตรฐานการครองชีพ : IMF น.ประเภทฟุ่มเฟือยจะลดบทบาทไป
        4. ระดับการศึกษา
        5. คู่แข่งขัน
        6. บรรยากาศของทัศนะเกี่ยวกับเหตุการณ์รอบด้าน เช่น เศรษฐกิจ
        7. สื่อมวลชนประเภทอื่น

     J.W. Click และ Lussell N. Baird พูดถึงธรรมชาติและความสนใจของผู้อ่าน ดังนี้
        1. มักอ่านเรื่องที่ตนสนใจ แม้จะมีความรู้เรื่องนั้นน้อยก็ตาม
        2. มีแนวโน้มที่จะอ่านเรื่องที่ตนเห็นด้วยมากกว่า และถึงอ่านเรื่องที่ไม่เห็นด้วยก็พยายามแปลความหมายไปในทางที่ต้องการเข้าใจ
        3. ผู้นำทางความคิดมักมีอิทธิพลต่อความคิดอ่านและการตัดสินใจของบุคคลธรรมดาทั่วไป
        4. ข่าวสารใดที่มีลักษณะตรงข้ามกับทัศนคติของตน มักได้รับการปฏิเสธ
        5. ถ้าผู้อ่านสนใจเรื่องใดอย่างจริงจังแล้ว มักพยายามค้นหาและไขว่คว้างเรื่องนั้นๆให้ได้

    คุณภาพของนิตยสาร
        1. แง่มุมการนำเสนอ
        2. สไตล์การเขียน
        3. ภาพประกอบ
        4. ศิลปะการออกแบบ
 
    ความแตกต่างของบทความใน นสพ. และสารคดีในนิตยสาร
        1. บทความสั้นกว่าสารคดี
        2. บทความใช้ย่อหน้าสั้นๆ
        3. บทความเขียนเพื่อผู้อ่านทั่วไป แต่สารคดีมีผู้อ่านเฉพาะ
        4. บทความจะเน้นเนื้อหาที่ตัวเหตุการณ์
        5. บทความนิยมคัดคำพูดของบุคคลที่เป็นข่าวมาลง
        6. การจัดระเบียบโครงเรื่องของบทความมักไม่ค่อยเรียบร้อยและใช้ภาษาไม่ประณีต เช่น สารคดี
        7. นักเขียนบทความมักเป็นนักเขียนในสังกัด


    เกี่ยวกับบทสัมภาษณ์

    นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้กล่าวถึงความหมายของบทสัมภาษณ์ และลักษณะที่น่าสังเกตของบทสัมภาษณ์ในหน้านิตยสาร พอสรุปได้ว่า บทสัมภาษณ์ หมายถึง บทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องหรือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคลนั้น หรือจากการสัมภาษณ์บุคคลหลายคนในหัวข้อเดียวกัน เป็นเรื่องที่ให้สาระ ข้อเท็จจริง ความรู้ เสนอความคิดเห็น
    ฉะนั้น บทสัมภาษณ์จึงจัดว่าเป็นความเรียงประเภทหนึ่งซึ่งมีจุดประสงค์หลายลักษณะ เช่น เพื่อแสดงความรู้ เสนอข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกต วิเคราะห์วิจารณ์ หรือเพื่อโน้มน้าวใจ ฯลฯ โดยต้องเขียนอย่างมีหลักฐาน มีเหตุผล น่าเชื่อถือ หากมีข้อเสนอแนะใดๆ ต้องเป็นไปในทางสร้างสรรค์
    สรุปแล้ว บทสัมภาษณ์จึงหมายถึง บทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องหรือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคลนั้น หรือจากการสัมภาษณ์บุคคลหลายคนในหัวข้อเดียวกัน

    หลักการเขียนบทสัมภาษณ์

    ในการเขียนบทสัมภาษณ์มีหลักเช่นเดียวกับการเขียนเรียงความหรือบทความทั่วไป มีการแบ่งโครงเรื่องเป็น 3 ตอนคือ นำเรื่อง (ความนำ) เนื้อเรื่อง(ดำเนินเรื่อง) และจบเรื่อง (ลงท้ายสรุปความ) ซึ่งขั้นตอนการเขียนบทบทสัมภาษณ์มักประกอบด้วย
    1. การเลือกเรื่องหรือประเด็นสัมภาษณ์ รวมถึงบุคคลที่ให้สัมภาษณ์ ควรเป็นเรื่องหรือบุคคลที่คนทั่วไปกำลังสนใจ หรือกำลังเป็นข่าวเด่นผู้เขียนต้องมีความรู้หรือมีทางที่จะหาความรู้ที่ลึกซึ้งได้รู้จักกำหนดขอบเขตของเรื่องให้อยู่ในวงพอเหมาะเพื่อจะได้เสนอเรื่องราวและความคิดอย่างสมบูรณ์เป็นพิเศษ
    2.การรวบรวมเนื้อหากรณีมีมูลต้องออกสืบหาให้ได้ชัดเจนอาจด้วยวิธีไปยังแหล่งต้นกำเนิด การสัมภาษณ์ การอ่านเอกสาร ทดลองปฏิบัติ จนคิดว่าเป็นหลักฐานน่าเชื่อถือได้ในทางวิชาการควรบันทึกข้อมูลเอกสารอ้างอิงไว้ด้วย ควรเข้าใจข้อมูลพื้นฐานของบุคคลที่ให้สัมภาษณ์
    3. การกำหนดจุดมุ่งหมายเฉพาะของการเขียนเลือกสำนวนการเขียนให้ตรงกับความประสงค์ปลายทางว่าต้องการให้ผู้อ่านได้รับอะไร ทำอะไร คิดอย่างไรเป็นต้น
    4.การวางโครงเรื่องเพื่อให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ระวังรูปแบบของบทความที่มีลักษณะเฉพาะตัวจากนั้นควรกำหนดกลวิธีการเขียนและการดำเนินเรื่องให้สอดคล้องทำให้ได้สาระตรงตามจุดหมายที่วางไว้
    5. การตั้งใจเขียนให้ได้เนื้อหาสาระอ่านเพลิน ใช้ภาษาแจ่มแจ้งเร้าใจชวนให้ติดตามใช้เหตุผลที่น่าเชื่อถือเสนอทัศนะแปลก ลึกซึ้งประทับใจและกว้างขวางเท่าที่จะทำได้
    6.ทบทวนดูสาระของเรื่อง ว่าตรงกับชื่อเรื่องที่ตั้งไว้หรือไม่ครอบคลุมหมดหรือยังถ้าไม่ตรงไม่ครอบคลุมก็ควรแก้ไข
    7. เมื่อเขียนเสร็จแล้วควรนำมาอ่านตรวจทานพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาทางทำให้ดีขึ้นถ้ามีเวลาให้ผู้รู้อ่านวิจารณ์ด้วยก็ควรจะทำเพื่อจะได้นำความคิดเห็นนั้นมาปรับปรุงผลงานจะได้สมบูรณ์มากขึ้น

    การใช้ภาษาในการเขียนบทสัมภาษณ์ ควรพิจารณาใน 3 ประเด็น ได้แก่

    1. ระดับภาษา การเขียนบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ควรพิจารณาใช้ระดับภาษาทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ ภาษาปากภาษาไม่เป็นทางการ ภาษากึ่งทางการ และภาษาทางการ โดยผู้เขียนจะต้องเลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของผู้เขียน ประเภทของบทความ เนื้อหา และกลุ่มผู้อ่านเช่น กรณีที่เขียนบทความแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไป บทความวิเคราะห์ข่าว บทความวิเคราะห์ ควรใช้ภาษาพูดในระดับไม่เป็นทางการ จนถึงภาษาพูดและภาษาเขียนระดับกึ่งทางการ หากมีบางตอนหรือบางข้อความที่ต้องการแสดงอารมณ์ ประชดประชัน เหน็บแนม อย่างชัดเจน อาจจะใช้ภาษาพูดระดับภาษาปาก ที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมก็ได้
    กรณีเขียนบทความสัมภาษณ์ ควรใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้ให้สัมภาษณ์ และเรื่องราวที่สัมภาษณ์
รวมทั้งกลุ่มผู้อ่าน ผู้เขียนจึงสามารถเลือกใช้ระดับภาษาได้ตั้งแต่ ภาษาพูดระดับภาษาปาก
จนถึงภาษาเขียนระดับทางการ อย่างไรก็ตาม หากผู้เขียนต้องการสร้างเอกลักษณ์ หรือลีลาการเขียนเฉพาะตน ก็สามารถเลือกใช้ระดับภาษาได้ตามความต้องการของตนเอง
   
    2. โวหาร
    กรณีเขียนบทความสัมภาษณ์ บทความกึ่งชีวประวัติ บทความวิจารณ์วรรณกรรม หรือศิลปะแขนงอื่นๆ บทความวิชาการควรเลือกใช้บรรยายโวหารเป็นโวหารหลัก ส่วนโวหารประกอบได้แก่ สาธกโวหาร
   
    3. ภาพพจน์
    การเขียนบทสัมภาษณ์ควรเลือกใช้ภาพพจน์เพื่อสร้างภาพให้เกิดในความคิดตลอดจนเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือความรู้สึกของผู้อ่าน รวมทั้งแสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างแท้จริงของผู้เขียน ภาพพจน์จะทำให้งานเขียนมีอรรถรสมากขึ้นและแสดงลีลาการเขียนของผู้เขียนแต่ละคน บทความทุกชนิดสามารถใช้ภาพพจน์ได้ตามความเหมาะสม เช่น บทความแสดงความคิดเห็นทั่วไป บทความวิเคราะห์ข่าว บทความวิเคราะห์ปัญหา มักจะใช้การอุปมา อุปลักษณ์ ส่วนบทความชนิดอื่นๆ มักจะเลือกใช้การอุปมา อุปลักษณ์ ปฏิปุจฉา เป็นต้นแต่บทความวิชาการมักจะไม่ใช้ภาพพจน์ในการเขียนบทความประเภทนี้ เพราะต้องการแสดงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน มากกว่าจะให้เกิดภาพ หรืออรรถรส

    ลักษณะของบทสัมภาษณ์ที่ดี ควรมีลักษณะ 4 ประการ ดังนี้

    1. มีเอกภาพ กล่าวคือ เนื้อหาของบทความมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีทิศทางของเนื้อหาเป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อมุ่งสู่ประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ
    2. มีสารัตถภาพ กล่าวคือ ผู้เขียนต้องเน้นย้ำประเด็นสำคัญให้ชัดเจนว่าต้องการนำเสนอแนวคิดสำคัญอะไร ด้วยประโยคใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญที่โดดเด่นเนื้อความตลอดเรื่องควรกล่าวย้ำประเด็นหลักของเรื่องเสมอๆ
    3. มีสัมพันธภาพ กล่าวคือ มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด ทั้งในด้านการเรียบเรียงถ้อยคำ ข้อความ และการจัดลำดับเรื่อง ทุกประโยคในแต่ละย่อหน้า และทุกย่อหน้าในแต่ละเรื่องต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยการใช้คำเชื่อมข้อความ ได้แก่ คำบุพบท เช่น กับ แต่ แด่ เพื่อ คำสันธาน เช่น และ รวมทั้ง ตลอดจนนอกจากนี้ คำประพันธสรรพนาม เช่น ที่ ซึ่ง อัน เป็นต้น
    4. มีความสมบูรณ์ กล่าวคือ มีความสมบูรณ์ในด้านเนื้อหา มีเนื้อความชัดเจนกระจ่างแจ้งอธิบายได้ครอบคลุมความคิดหลักที่ต้องการนำเสนอ ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องหากเป็นความคิดเห็นต้องมีความสมเหตุสมผล นอกจากนี้ต้องมีความสมบูรณ์ด้านการใช้ภาษา คือ ต้องเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายการเขียน ประเภทของบทความ เนื้อหาบทความ และกลุ่มผู้อ่านนั่นเอง

    การเขียนบทสัมภาษณ์โดยทั่วไปสิ่งที่ควรคำนึงถึง ได้แก่
   
    1. การเลือกเรื่อง ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้
        - เลือกเรื่องที่ตนเองสนใจ เป็นที่น่าสนใจ และคนส่วนใหญ่กำลังสนใจ ทันสมัย ทันเหตุการณ์
        - เลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีความรู้ มีประสบการณ์ ตลอดจนเป็นเรื่องที่ผู้เขียนต้องการเสนอความคิดแก่ผู้อ่าน
        - เลือกเรื่องที่ผู้เขียนสามารถหาแหล่งค้นคว้า หรือหาข้อมูลมานำเสนอในงานเขียนได้
        - เลือกเรื่องที่มีความยาว ความยาก ความง่าย พอเหมาะกับความสามารถของผู้เขียนเวลาที่ได้รับมอบหมาย หน้ากระดาษ และคอลัมน์ที่ตนรับผิดชอบ
    2. กำหนดจุดมุ่งหมาย โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าเขียนเพื่ออะไร เช่น ให้ความรู้ เสนอความเห็น โน้มน้าวใจ ให้แนวคิดในการดำเนินชีวิต เขียนให้ใครอ่าน เช่น กลุ่มมวลชน กลุ่มผู้มีการศึกษาสูง เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ เป็นต้น
    3. กำหนดแนวคิดสำคัญ หรือประเด็นสำคัญ หรือแก่นเรื่องต้องกำหนดว่าบทความเรื่องนี้จะเสนอแนวคิดสำคัญ หรือมีแก่นเรื่องอะไรให้แก่ผู้อ่าน เพื่อจะได้นำเสนอเนื้อหา ถ่ายทอดถ้อยคำประโยคต่างๆ เพื่อมุ่งสู่แก่นเรื่องนั้น
    4. ประมวลความรู้ ความคิด ต้องค้นคว้าหาข้อมูลให้เพียงพอที่จะเขียนจากแหล่งความรู้ต่างๆ หรือการสัมภาษณ์ผู้รู้ ผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น
    5. วางโครงเรื่อง กำหนดแนวทางการเขียนว่าจะนำเสนอสาระสำคัญ แยกเป็นกี่ประเด็น ประเด็นใหญ่ๆ มีอะไรบ้าง ในประเด็นหลักมีประเด็นย่อยๆ มีตัวอย่าง มีเหตุผล เพื่อสนับสนุนประเด็นหลักอย่างไรบ้าง การวางโครงเรื่องจะช่วยให้เขียนเรื่องได้ง่าย ไปในทิศทางที่ต้องการไม่สับสน ไม่กล่าวซ้ำซาก ไม่นอกเรื่อง
    6. การเขียน ได้แก่
        - การเขียนขยายความให้ข้อมูลในแต่ละประเด็น มีการอธิบาย ยกเหตุผลประกอบ กล่าวถึงข้อมูลประกอบอาจเป็นสถิติ ตัวเลข ตัวอย่างเหตุการณ์ ตำนาน นิทาน เป็นต้น
        - เขียนคำนำและสรุปด้วยกลวิธีที่เหมาะสมกับประเภทของเนื้อหาบทความ
        - การใช้ภาษา ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับจุดมุ่งหมาย การเขียน ประเภทเนื้อหา ดังที่กล่าวมาแล้ว
        - การสร้างลีลาการเขียนเฉพาะตัว สร้างได้โดยการเลือกใช้ภาษาให้เป็นเอกลักษณ์ เช่นการใช้ระดับภาษาปาก เล่นคารมโวหาร มีคำเสียดสี มีการแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจน หรือมีการสร้างคำใหม่มาใช้อยู่เสมอๆ เป็นต้น

    รูปแบบวิธีการนำเสนอบทสัมภาษณ์

    รูปแบบของการเขียนบทสัมภาษณ์ มนทิรา จูฑะพุทธิ ได้แบ่งรูปแบบของการเขียนบทสัมภาษณ์ไว้ดังนี้
        1. การเขียนบทสัมภาษณ์แบบร้อยเรียงเป็นบทสัมภาษณ์ที่ไม่ปรากฏคำถามของคนสัมภาษณ์ (หรือมีน้อยที่สุด) โดยนำคำตอบจากปากผู้ให้สัมภาษณ์มาเชื่อมต่อกับรายละเอียดที่เหมาะสม แล้วร้อยเรียงออกมาให้สละสลวยการเขียนบทสัมภาษณ์
    การเขียนในรูปแบบนี้เป็นการเขียนบทสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์ได้ถอดความจากการสัมภาษณ์ และนำมาเรียบเรียงเป็นเรื่องราว โดยเป็นการเขียนที่ไม่จำเป็นต้องมีคำถามของผู้สัมภาษณ์ปรากฏอยู่ในบทสัมภาษณ์เสมอไป เป็นบทสัมภาษณ์ที่อาจมีการยกคำพูดสำคัญ ๆของผู้ให้สัมภาษณ์มาสอดแทรกในเนื้อหาบ้าง เพื่อเป็นการเน้นย้ำ หรือผู้เขียนอาจสร้างหัวข้อย่อย ๆ ขึ้นมาเอง เพื่อสร้างความน่าสนใจและเป็นการกำหนดประเด็นในการเขียน ผู้เขียนต้องมีทักษะในการจับใจความสำคัญ การเรียบเรียง การใช้สำนวนภาษา และมีเทคนิคการเขียน หรือวิธีนำเสนอที่น่าสนใจ
        2. บทสัมภาษณ์แบบถาม-ตอบ เป็นการลงคำถามและคำตอบในบทสัมภาษณ์อย่างละเอียดทีละคำถาม ทำให้ได้ถึงอารมณ์ อย่างต่อเนื่องของการถามตอบนั้น ๆ
นอกจากนี้การเขียนบทสัมภาษณ์แบบถามตอบเป็นบทสัมภาษณ์พื้นฐานที่นิยมเขียนกันมาก เพราะเป็นการนำเสนอที่เรียบง่ายไม่ต้องใช้เทคนิคการเขียนโดยเฉพาะด้านสำนวนภาษามากมายนัก เพียงแค่นำคำถาม และคำตอบมาเรียบเรียงให้เข้าใจความสำคัญ และเสนอโดยเรียงลำดับเนื้อหาให้ชัดเจนเท่านั้น
การเขียนบทสัมภาษณ์ประเภทนี้จะพบมากในนิตยสารบันเทิง เช่น การสัมภาษณ์ดารา นักร้อง โดยคำถามและคำตอบที่นำเสนอนั้นอาจมีการใช้คำทับศัพท์ หรือศัพท์แสลง คำที่กำลังอยู่ในกระแส ข้อพึงระวังสำหรับการเขียนบทสัมภาษณ์แบบถาม-ตอบ คือ หากผู้สัมภาษณ์ไม่รู้จักการตั้งคำถามที่ดี จะทำให้บทสัมภาษณ์ไม่น่าอ่าน และหากเจอผู้ให้สัมภาษณ์ที่พูดไม่เก่ง ไม่ชอบขยายความ หรืออธิบายรายละเอียด ก็จะยิ่งทำให้บทสัมภาษณ์น่าเบื่อมากขึ้นไปอีก
    การถามโดยการรวมคำถามย่อย ๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกันไว้ด้วยกัน หรือแยกแต่ละประเด็นให้ชัดเจนจะช่วยให้ได้รายละเอียดของคำตอบมากขึ้น และผู้ให้สัมภาษณ์จะมีโอกาสได้ตอบหรือเล่าเรื่องราวกับคำถามนั้น ๆ ให้ฟังมากขึ้น ไม่สร้างความอึดอัดใจให้แก่ผู้ร่วมสนทนา การเขียนบทสัมภาษณ์แบบถามตอบ เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการทราบเรื่องราวในบางประเด็นเท่านั้น และเป็นรูปแบบการเขียนที่เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นเขียนบทสัมภาษณ์ เมื่อมีความเชี่ยวชาญและจึงพัฒนาการเขียนบทสัมภาษณ์รูปแบบอื่นต่อไป
        3. การเขียนบทสัมภาษณ์แบบผสมผสานเป็นวิธีการนำรูปแบบที่ 1 และ 2 มารวมกัน เพื่อต้องการบรรยายให้เห็นภาพ และประเด็นที่ชัดเจน มักใช้กับการสัมภาษณ์ที่มีหลายช่วงเหตุการณ์ที่ไม่ปะติดปะต่อกัน การเขียนในรูปแบบนี้เป็นการเขียนที่นำการเขียนรูปแบบถามตอบ และการเขียนแบบร้อยเรียงมาผสมผสานกัน การเขียนรูปแบบนี้เป็นการสร้างสีสันให้บทสัมภาษณ์ไม่น่าเบื่อได้อีกรูปแบบหนึ่ง การเขียนบทสัมภาษณ์แบบผสมผสานมักใช้กับการสัมภาษณ์ที่มีหลายช่วงเหตุการณ์ ซึ่งเนื้อหาเรื่องไม่ปะติปะต่อกัน แต่คนสัมภาษณ์ต้องการเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้าไว้ในบทสัมภาษณ์ (มนทิรา จูฑะพุทธิ: นักสัมภาษณ์มืออาชีพ 2547 หน้า 43)

    โครงสร้างบทสัมภาษณ์

    โครงสร้างบทสัมภาษณ์นั้นมีความหลากหลายมาก แล้วแต่ผู้เขียนจะดำเนินเรื่องไปในทิศทางใดให้เกิดความน่าสน และบทสัมภาษณ์นั้นสามารถให้รายละเอียดของผู้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นที่หยิบยกมาสัมภาษณ์ครบถ้วนมากที่สุด ซึ่ง ชาลินี ได้กล่าวถึงโครงสร้างโดยทั่วไปของบทสัมภาษณ์ว่าควรจะประกอบด้วยแต่ละส่วนดังนี้ (ชาลินี : หลักการเขียนบทความทั่วไป 2549)
        - ส่วนบทนำ คือสิ่งที่จะพาให้ผู้อ่านเริ่มเข้าใจว่า บทสัมภาษณ์นั้น พยายามสื่อถึงประเด็นอะไรหลัก ๆ ของการสัมภาษณ์ หรือเป็นการเกริ่นถึงบุคคลผู้สัมภาษณ์ ซึ่งมักใช้กันมากในส่วนของบทนำ เช่น เกริ่นถึงงานที่บุคลลให้สัมภาษณ์ทำ ชีวิตครอบครัว หรืออาจะเข้าถึงประเด็นหลักของการสัมภาษณ์ในครั้งนั้น
        - ส่วนของเนื้อเรื่อง คือส่วนที่บรรยายรายละเอียด ปลีกย่อย ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อไปยังผู้อ่าน โดยผู้เขียนจะต้องรู้รายละเอียดของเรื่อง หรือบุคคลของผู้ให้สัมภาษณ์ (ในกรณีที่ผู้เขียนกับผู้สัมภาษณ์เป็นคนเดียวกัน) ซึ่งในบทสัมภาษณ์นั้นอาจจะมีรูปแบบการการเขียนแตกต่างกันออกไป เช่น เขียน เป็นแบบถาม-ตอบ ซึ่งในส่วนของเนื้อเรื่องการมันจะประกอบด้วยคำถาม และคำตอบของผู้ให้สัมภาษณ์
        - ส่วนบทสรุป คือส่วนที่เขียนปิดท้ายบทสัมภาษณ์ เช่น สรุปแบบตั้งคำถามเพื่อให้ผู้อ่านคิดต่อ และสรุปประเด็น แบบฟันธงไปเลย ในประเด็นที่เลือกมาสัมภาษณ์ และเป็นประเด็นที่สัมภาษณ์เพื่อให้ได้คำตอบตรง ๆ
    ซึ่งการวางโครงสร้างแล้วตามหลักแนวคิดของ ชาลินี (หลักการเขียนบทความทั่วไป: 2549) แบ่งเป็น 3 แบบ ดังนี้
        1. ขึ้นต้นด้วยบทนำบรรยายทั่วไปเกี่ยวกับประเด็นสัมภาษณ์ เนื้อเรื่อง และลงท้ายด้วยบทสรุปที่เปิดให้ผู้อ่านคิดเองต่อ รวมถึงได้รับข้อมูลของผู้ให้สัมภาษณ์มากที่สุด
        2. ขึ้นต้นด้วยการบรรยายทั่วไปเกี่ยวกับบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์ ตามด้วยเนื้อเรื่อง และจบด้วยบทสรุปในประเด็นที่มุ่งสัมภาษณ์
        3. ขึ้นต้นด้วยการเปิดประเด็นที่เป็นคำถามหลักของการสัมภาษณ์ และความเป็นมาเป็นไปของบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์ ตามด้วยเนื้อเรื่อง และจบด้วยบทสรุปที่เปิดกว้างในประเด็นที่เป็นประเด็นหลักของการสัมภาษณ์
   
   
ทฤษฎี

    ในการวิจัยเรื่อง ซึ่งถือเป็นการวิจัยในเชิงวิเคราะห์ คำนึงถึงผลและปัจจัยที่ก่อให้เกิดต่อสิ่งที่ศึกษา ดังนั้นผู้วิจัยจึงเลือกทฤษฎีที่มีส่วนในการอธิบายเหตุผลของสาเหตุ ปัจจัย ปัญหา มาวิเคราะห์ในงานวิจัยดังนี้
   
    ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

    ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เป็นทฤษฎีที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถจำแนกและแบ่งกลุ่มได้ดังนี้ (Vago 1980:33-62)

    ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary theory)
    เป็นแนวความคิดที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการทางชีวภาพของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) โดยนักสังคมวิทยาในกลุ่มทฤษฎีวิวัฒนาการเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับ โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งในลักษณะที่มีการพัฒนาและก้าวหน้ากว่าขั้นที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่มีรูปแบบเรียบง่ายไปสู่รูปแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น และมีความเจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นสังคมที่มีความสมบูรณ์ ตัวอย่างของนักสังคมวิทยาที่สร้างทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยใช้แนวความคิดวิวัฒนาการ มีดังนี้
    ออกุสต์ กองต์ (Auguste Comte) เสนอว่า สังคมมนุษย์มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ (Knowledge) ผ่าน 3 ขั้นตอน ตามลำดับ คือ จากขั้นเทววิทยา (Theological stage) ไปสู่ขั้นอภิปรัชญา (Metaphysical stage) และไปสู่ขั้นวิทยาศาสตร์ (Positivistic stage)
    ลิสอิส เฮนรี่ มอร์แกน (Lewos Henry Morgan) เสนอว่า สังคมจะมีขั้นของการพัฒนา 3 ขั้นคือ จากสังคมคนป่า (Savage) ไปสู่สังคมอนาอารยชุน (Barbarian) และไปสู่สังคมอารยธรรม (Civilized)
    เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) เสนอว่า วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์เป็นแบบสายเดียว (Unilinear) ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลมีจุดกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกันด้วยและมารวมตัวกันด้วยกระบวนการสังเคราะห์ (Synthesis) ทำให้เกิดพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น การพัฒนาของสังคมจะมีวิวัฒนาการเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ กล่าวคือ มนุษย์ที่มีความสามารถ ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดีจะมีชีวิตอยู่รอดตลอดไป และนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นต่อไป
    เฟอร์ดินาน ทอยนีย์ (Ferdinand Tonnies) เสนอว่า สังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมแบบ Gemeinschaft ไปสู่สังคมแบบ Gesellschaft
    โรเบิร์ต เรดฟิวด์ (Robert Redfield) เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมจะเริ่มจากสภาพของสังคมชาวบ้าน (Folk) เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแบบเมือง (Urban)
    ต่อมาแนวความคิดในการสร้างทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบสายเดียว (Unilinear) ที่เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมต้องเปลี่ยนผ่านแต่ละขั้นที่กำหนดไว้ ได้รับการโต้แย้งว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคม น่าจะมีวิวัฒนาการแบบหลายสาย (Multilinear) เพราะแต่ละสังคมมีจุดกำเนิดที่แตกต่างกัน มีรูปแบบของสังคมที่แตกต่างกัน หรือแม้ว่าสังคมที่มีรูปแบบที่เหมือนกันแต่อาจจะมีสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันก็เป็นไป

    ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict theory)
    เป็นแนวความคิดที่มีข้อสมมุติฐานที่ว่า พฤติกรรมของสังคมสามารถเข้าใจได้จากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และบุคคลต่าง ๆ เพราะการแข่งขันกัน ในการเป็นเจ้าของทรัพยากรที่มีค่าและหายาก มีนักสังคมวิทยาหลายท่านที่ใช้ทฤษฎีความขัดแย้งอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่ในที่นี้จะเสนอแนวความคิดของนักทฤษฎีความขัดแย้งที่สำคัญ 3 ท่าน ดังนี้
    คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) มีความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงของทุก ๆ สังคม จะมีขั้นตอนของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ 5 ขั้น โดยแต่ละขั้นจะมีวิธีการผลิต (Mode of Production) ที่เกิดจากความสัมพันธ์ของ อำนาจของการผลิต (Forces of production) ซึ่งได้แก่ การจัดการด้านแรงงาน ที่ดิน ทุน และเทคโนโลยีกับความสัมพันธ์ทางสังคมของการผลิต (Social relation of production) ซึ่งได้แก่ เจ้าของปัจจัยการผลิต และคนงานที่ทำหน้าที่ผลิต แต่ในระบบการผลิตแต่ละระบบจะมีความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตกับผู้ใช้แรงงานในการผลิต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่เป็นโครงสร้างส่วนล่างของสังคม (Substructure) และเมื่อโครงสร้างส่วนล่างมีการเปลี่ยนแปลงจะมีผลทำให้เกิดการผันแปรและเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างส่วนบนของสังคม (Superstructure) ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคม เช่น รัฐบาล ครอบครัว การศึกษา ศาสนา และรวมถึงค่านิรม ทัศนคติ และบรรทัดฐานของสังคม ลำดับขั้นของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์ มีดังนี้
        1.  ขั้นสังคมแบบคอมมิวนิสต์ดั้งเดิม (Primitive communism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของเผ่า (Tribal ownership) ต่อมาเผ่าต่าง ๆ ได้รวมตัวกันเป็นเมืองและรัฐ ทำให้กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเปลี่ยนไปเป็นของรัฐแทน
    2. ขั้นสังคมแบบโบราณ (Ancient communal) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐ (State ownership) สมาชิกในสังคมได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งได้แก่ เครื่องใช้ส่วนตัว และทาส ดังนั้นทาส (Slavery) จึงเป็นกำลังสำคัญในการระบบการผลิตทั้งหมด และ ต่อมาระบบการผลิตได้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าของทาสและทาส
    3. ขั้นสังคมแบบศักดินา (Feudalism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของขุนนาง คือ ที่ดิน โดยมีทาสเป็นแรงงานในการผลิต
    4. ขั้นสังคมแบบทุนนิยม (Capitalism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของนายทุน คือ ที่ดิน ทุน แรงงาน และเครื่องจักร โดยมีผู้ใช้แรงงานเป็นผู้ผลิต
    5. ขั้นสังคมแบบคอมมิวนิสต์ (Communism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของทุกคน ทุdคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเอาเปรียบซึ่งกันและกัน

      ตามแนวความคิดของมาร์กซ์ ลำดับขั้นของการนำไปสู่การปฏิวัติของชนชั้นล่างของสังคมเกิดจาก กระบวนการดังต่อไปนี้
        -  มีความต้องการในการผลิต
        -  เกิดการแบ่งแยกแรงงาน
        -  มีการสะสมและพัฒนาทรัพย์สินส่วนบุคคล
        -  ความไม่เท่าเทียมทางสังคมมีมากขึ้น
        -  เกิดการต่อสู้ระหว่างชนชั้นในสังคม
        -  เกิดตัวแทนทางการเมืองเพื่อทำการรักษาผลประโยชน์ของแต่ละชนชั้น
        -  เกิดการปฏิบัติ

      การเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามแนวความคิดของมาร์กซ์ เป็นการต่อสู่ระหว่างชนชั้นในสังคม โดยใช้แนวความคิดวิภาษวิธี (Dialectical) ที่เริ่มจากการกระทำ (Thesis) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการกระทำ (Antithesis) และเกิดการกระทำแบบใหม่ (Synthesis) ตามมา
    ลิวอิส เอ. โคเซอร์ (Lewis A. Coser) เป็นนักทฤษฎีความขัดแย้ง ที่มองว่า ความขัดแย้งก่อให้เกิดทั้งด้านบวกและด้านลบ และอธิบายว่า ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดเกลาทางสังคม ไม่มีกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีความสมานสามัคคีอย่างสมบูรณ์ เพราะความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ทั้งในความเกลียดและความรักต่างก็มีความขัดแย้งทั้งสิ้น ความขัดแย้งสามารถแก้ปัญหาความแตกแยกและทำให้เกิดความสามัคคีภายในกลุ่มได้เพราะในกลุ่มมีทั้งความเป็นมิตรและความเป็นศัตรูอยู่ด้วยกัน โคเซอร์มีความเห็นว่าความขัดแย้งเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สามารถทำให้สังคมเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่จากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งได้ เพราะหากสมาชิกในสังคมเกิดความไม่พึงพอใจต่อสังคมที่เขาอยู่ เขาจะพยายามทำการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้น ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายของเข้าได้ นอกจากนี้
    โคเซอร์ ยังเสนอว่า ความขัดแย้งยังสามารถทำให้เกิดการแบ่งกลุ่ม ลดความเป็นปรปักษ์ พัฒนาความซับซ้อนของโครงสร้างกลุ่มในด้านความขัดแย้งและร่วมมือ และสร้างความแปลกแยกกับกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้น
ราล์ฟ ดาห์เรนดอร์ฟ (Ralf Dahrendorf) เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ทีปฏิเสธแนวความคิดของมาร์กซ์ ที่ว่า ชนชั้นในสังคมเกิดจากปัจจัยการผลิต และเสนอว่า ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมนั้นเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของสิทธิอำนาจ (Authority) กลุ่มที่เกิดขึ้นภายในสังคมสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ กลุ่มที่มีสิทธิอำนาจกับกลุ่มที่ไม่มีสิทธิอำนาจ สังคมจึงเกิดกลุ่มแบบไม่สมบูรณ์ (Guasi-groups) ของทั้งสองฝ่ายที่ต่างก็มีผลประโยชน์แอบแฝง (Latent interest) อยู่เบื้องหลัง ดังนั้น แต่ละฝ่ายจึงต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเอาไว้ โดยมีผู้นำทำหน้าที่ในการเจรจาเพื่อปรองดองผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระดับของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมากหรือรุนแรงน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการและการประสานผลประโยชน์ของกลุ่มที่ครอบงำ และเสนอความคิดว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นผลมาจากความกดดันจากภายนอกโดยสังคมอื่น ๆ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถควบคุมได้ด้วยการประนีประนอม ตามแนวความคิดของดาห์เรนดอร์ฟ ความขัดแย้งสามารถทำให้โครงสร้างมีการเปลี่ยนแปลงได้ ประเภทของการเปลี่ยนแปลงความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง และขนาดของการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง เช่น อำนาจของกลุ่ม ความกดดันของกลุ่ม

    ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-Functional theory)
    เป็นแนวความคิดในการพัฒนา ซึ่งทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่เป็นผลมาจากการนำเอาแนวความคิดทางด้านชีววิทยามาใช้ โดยอุปมาว่า โครงสร้างของสังคมเป็นเสมือนร่างกายที่ประกอบไปด้วยเซลล์ต่าง ๆ และมองว่า หน้าที่ของสังคมก็คือ การทำหน้าที่ขออวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแต่ละส่วนจะช่วยเหลือและเกื้อกูลซึ่งกันและกันเพื่อให้ระบบทั้งระบบมีชีวิตดำรงอยู่ได้
    โรเบิร์ต เค. เมอร์ตัน (Robert K. Merton) ได้จำแนกหน้าที่ทางสังคมเป็น 2 ประเภท คือ หน้าที่หลัก (Manifest) หน้าที่รอง (Latent) หน้าที่ที่ไม่พึงปรารถนา (Dysfunctional) หน้าที่ของบางโครงสร้างของสังคมอาจมีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ แต่ขณะเดียวกันคนบางส่วนอาจได้รับประโยชน์เพียงน้อยนิดหรืออาจไม่ได้รับประโยชน์เลย ซึ่งรวมไปถึงอาจจะมีคนบางกลุ่มหรือบางส่วนของสังคมได้รับผลเสียจากทำงานของโครงสร้างของสังคมนั้นก็ได้
    อีมีล เดอร์ไคม์ (Emile Durkheim) มีแนวความคิดว่า หน้าที่ของสังคมคือ ส่วนที่สนับสนุนให้สังคมสามารถดำรงอยู่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับ เอ.อาร์ แรดคลิฟฟ์ บราวน์ (A.R. Radcliffe-Brown) กับ โบรนิสลอว์ มาลิโนว์สกี้ (Bronislaw Malinowski) ที่มองว่า หน้าที่ทางสังคม เป็นส่วนสนับสนุนให้โครงสร้างสังคมคงอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะสังคมมีกระบวนการทางสังคมที่ทำให้สังคมเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น บรรทัดฐาน ค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี เป็นต้น
    ทาลคอทท์ พาร์สัน (Talcott Parsons) มีแนวความคิดว่า สังคมเป็นระบบหนึ่งที่มีส่วนต่าง ๆ (Part) มีความสัมพันธ์และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ที่คงที่ของแต่ละส่วนจะเป็นปัจจัยทำให้ระบบสังคมเกิดความสมดุลย์ (Equiligrium) ส่วนในด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม พาร์สันเสนอว่า เกิดจากความสมดุลย์ถูกทำลายลง เพราะองค์ประกอบของสังคมคือบุคลิกภาพ (Personality) อินทรีย์ (Organism) และวัฒนธรรม (Culture) เกิดความแตกร้าว โดยมีสาเหตุมาจากทั้งสาเหตุภายนอกระบบสังคม เช่น การเกิดสงคราม การแพร่กระจายของวัฒนธรรม เป็นต้น และสาเหตุจากภายในระบบสังคม ที่เกิดจากความตึงเครียด (Strain) เพราะความสัมพันธ์ของโครงสร้างบางหน่วย (Unit) หรือหลาย ๆ หน่วย ทำงานไม่ประสานกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงทางประชากร การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นสาเหตุทำให้ส่วนอื่น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดหนึ่งหนึ่งหรืออาจเกิดขึ้นทั้งระบบก็ได้ พาร์สันเน้นความสำคัญของ วัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงความเชื่อ บรรทัดฐาน และค่านิยมของสังคม คือ ตัวยึดเหนี่ยวให้สังคม
   
    โดยสรุปแล้ว แนวความคิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของกลุ่มทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ มีลักษณะดังนี้
        -  ในการศึกษาและวิเคราะห์สังคมต้องมองว่า สังคมทั้งหมดเป็นระบบหนึ่งที่แต่ละส่วนจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน
        -  ความสัมพันธ์คือสิ่งที่สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล
        -  ระบบสังคมเป็นการเคลื่อนไหวเข้าสู่ความสมดุลย์ การปรับความสมดุลย์ของระบบจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน ระบบตามไปด้วยความต่อเนื่องของกระบวนการของข่าวสารจากภายในและภายนอก นอกจากนี้ทฤษฎีระบบยังมองว่าความขัดแย้ง ความตึงเครียดและความไม่สงบสุขภายในสังคมก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีระบบก็มีข้อจำกัดในการศึกษาเปลี่ยนแปลงทางสังคม เนื่องจากในการวิเคราะห์ตามทฤษฎีระบบเป็นการศึกษาเฉพาะเรื่อง จึงทำให้ไม่สามารถศึกษาความสัมพันธ์กับระบบอื่นได้อย่างลึกซึ้ง

    ทฤษฎีจิตวิทยา-สังคม (Social-Psychological theory)
    จากแนวความคิดด้านจิตวิทยา-สังคม เสนอว่า การพัฒนาทางสังคมเกิดจากการทำงานของปัจจัยทางด้านจิตวิทยาที่เป็นแรงขับให้ประชาชน มีการกระทำ มีความกระตือรือร้น มีการประดิษฐ์ มีการค้นพบ มีการสร้างสรรค์ มีการแย่งชิง มีการ ก่อสร้าง และพัฒนาสิ่งต่างภายในสังคม นักสังคมวิทยาที่ใช้ ปัจจัยทางด้านจิตวิทยาอธิบายการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม มีดังนี้
    แมค เวเบอร์ (Max Weber) เป็นนักสังคมวิทยาคนแรกที่ใช้หลักจิตวิทยามาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และในผลงานที่ชื่อว่า The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism เสนอว่า การพัฒนาของในสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ตามลัทธิทุนนิยม มีสาเหตุมาจากปัจจัยด้าน จิตวิทยา ที่เกิดขึ้นหลังสมัยศควรรษที่ 16 เมื่อในยุโรปตะวันตกมีการแพร่กระจายคำสอนของศาสนาคริสต์ ลัทธิโปรแตสแตน (Protestant ethic) ที่สอนให้ศาสนิกชนเกิดจิตวิญญาณแบบทุนนิยม (Spirit of Capitalism) เป็นนักแสวงหาสิ่งใหม่ มุ่งสู่ความสำเร็จเพื่อให้เกิดการยอมรับ ทำงานหนักเพื่อสะสมความร่ำรวย เก็บออมเพื่อนำไปใช้ในการลงทุน สร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง เวเบอร์ยังเสนอว่า การพัฒนาของ จิตวิญญาณแบบทุนนิยมทำให้เกิดลัทธิความมีเหตุผล (Rationalism) ซึ่งภายใต้สังคมที่ใช้ความมีเหตุผลจะทำให้บุคคลมีความน่าเชื่อถือ ซื่อสัตย์ สุจริต ยอมรับสิ่งใหม่และสามารถเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สภาวะ แวดล้อมใหม่ ๆ เวเบอร์เชื่อว่า อิทธิพลของความคิด ความเชื่อ และบุคลิกภาพของคนในสังคมภายใต้สภาวะดังกล่าวมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามมา
    อีวีเรทท์ อี เฮเกน (Everett E. Hagen) มีแนวความคิดสอดคล้องกับเวเบอร์ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีการเริ่มต้นมาจากการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ และเสนอว่า การเปลี่ยนจากสังคมดั้งเดิม (Traditional) ไปสู่สังคมสมัยใหม่ (Modern) จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพของบุคคล (Personality) โดยเสนอว่า บุคลิกภาพของคนในสังคมดั้งเดิมมีลักษณะตายตัวที่ถูกำหนดโดยกลุ่มสังคม เป็นบุคลิกของคนที่ต้องการมีการสั่งการด้วยบังคับบัญชา ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และไม่มีการประดิษฐ์คิดค้น เพราะคนเหล่านั้นมองโลกยถากรรมมากกว่าที่จะมองโลกแบบวิเคราะห์ และต้องการควบคุมให้เป็นไปตามที่คิด ซึ่งเป็นผลทำให้สังคมแบบดั้งเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากกนัก ส่วนในสังคมสมัยใหม่เฮเกนเสนอว่า บุคลิกภาพของคนที่มีความสร้างสรรค์ อยากรู้ยากเห็น และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ มองโลกที่อยู่รอบตัวเขาอย่างมีเหตุมีผล บุคคลิกภาพของคนในสังคมสมัยใหม่จึงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ตามเฮเกน ได้เสนอว่า บุคลิกของคนในสังคมดั้งเดิมสามารถที่จะเปลี่ยนไปสู่บุคลิกของในสังคมสมัยใหม่ได้โดยใช้วิธีการถอดถอนสถานภาด (Status withdrawal) ด้วยการนำเอาปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจจากสังคมสมัยใหม่เข้าไปไปแทรกหรือแทนที่ในสังคมดั้งเดิม และยังได้เสนอว่า การเปลี่ยแปลงของสังคมอาจทำได้จากเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของคนในสังคมโดยเริ่มจากการพัฒนาบุคลิกภาพตั้งแต่วัยเด็ก
    เดวิด ซี แม็กคลีล์แลนด์ (David C. McClelland) มีแนวความคิดเหมือนกับเฮเกนที่เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เป็นผลมาจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ แต่แนวความคิดของ แม็ก-คลีลแลนด์เน้นศึกษาที่ตัวแปรด้านแรงจูงใจในความสำเร็จ (Achievement motivation) ซึ่งหมายถึง ความสำเร็จทางเศรษบกิจของปัจเจกบุคคล และเสนอแนวความคิดว่า ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของสังคมในอดีตและปัจจุบันเป็นผลมาจากแรงจูงใจในความสำเร็จของบุคคล หากคนในสังคมมีแรงจูงใจในความสำเร็จมาก การพัฒนาทางเศรษฐกิจก็จะมีความเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย และเสนอวิธีการสร้างแรงจูงใจในความสำเร็จด้วยการเรียนรู้ (Learning) โดยสร้างแรงกระตุ้นภายในและภายนอก ดังนั้น ในการจัดการศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก สังคมควรมีการปูพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในความสำเร็จของบุคคล ด้วยการใช้ปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

          1.  แบบอย่างของความสำเร็จจากผู้ปกครอง
          2.  การสร้างความอบอุ่น
          3.  การให้กำลังใจและแรงเสริม
          4.  หลีกเลี่ยงการครอบงำและใช้อำนาจของบิดา

    ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ ( Maslow’s Hierarchy of Needs Theory )     มาสโลว์ ได้ตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการ ดังนี้
         1. มนุษย์มีความต้องการ และความต้องการมีอยู่เสมอ ไม่มีที่สิ้นสุด
         2. ความต้องการที่ได้รับการสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมต่อไป ความต้องการที่ไม่ได้รับการสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม
         3. ความต้องการของคนซ้ำซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วยังไม่สิ้นสุดก็เกิดความต้องการด้านอื่นขึ้นอีก
         4. ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้น ความสำคัญกล่าวคือ เมื่อความต้องการในระดับต่ำได้รับการสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนอง
    5. ความต้องการเป็นตัวตนที่แท้จริงของตนเอง
    6.ความต้องการการยอมรับนับถือจากผู้อื่น
    7. ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ
    8. ความต้องการความปลอดภัย

    ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์โดย MARLOW

     ลำดับความต้องการพื้นฐานของ MASLOW เรียกว่า Hierarchy of Needs มี 5 ลำดับขั้น ดังนี้
       1. ความต้องการด้านร่างกาย ( Physiological needs ) เป็นต้องการปัจจัย 4 เช่น ต้องการอาหารให้อิ่มท้อง เครื่องนุ่งห่มเพื่อป้องกันความร้อน หนาวและอุจาดตา ยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ รวมทั้งที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันแดด ฝน ลม อากาศร้อน หนาว และสัตว์ร้าย ความต้องการเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน จึงมีความต้องการพื้นฐานขั้นแรกที่มนุษย์ทุกคนต้องการบรรลุให้ได้ก่อน
       2. ความต้องการความปลอดภัย ( Safety needs ) หลังจากที่มนุษย์บรรลุความต้องการด้านร่างการ ทำให้ชีวิตสามารถดำรงอยู่ในขั้นแรกแล้ว จะมีความต้องการด้านความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของตนเองเพิ่มขึ้นต่อไป เช่น หลังจามมนุษย์มีอาหารรับประทานจนอิ่มท้องแล้วได้เริ่มหันมาคำนึงถึงความปลอดภัยของอาหาร หรือสุขภาพ โดยหันมาให้ความสำคัญกันเรื่องสารพิษที่ติดมากับอาหาร ซึ่งสารพิษเหล่านี้อาจสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับชีวิตของเขา เป็นต้น
      3. ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ ( Belonging and love needs ) เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นหลังจากการที่มีชีวิตอยู่รอดแล้ว มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแล้ว มนุษย์จะเริ่มมองหาความรักจากผู้อื่น ต้องการที่จะเป็นจ้าของสิ่งต่างๆ ที่ตนเองครอบครองอยู่ตลอดไป เช่น ต้องการให้พ่อแม่ พี่น้อง คนรัก รักเราและต้องการให้เขาเหล่านั้นรักเราคนเดียว ไม่ต้องการให้เขาเหล่านั้นไปรักคนอื่น โดยการแสดงความเป็นเจ้าของ เป็นต้น
    4. ความต้องการการยอมรับนับถือจากผู้อื่น ( Esteem needs ) เป็นความต้องการอีกขั้นหนึ่งหลังจากได้รับความต้องการทางร่างกาย ความปลอดภัย ความรักและเป็นเจ้าของแล้ว จะต้องการการยอมรับนับถือจากผู้อื่น ต้องการได้รับเกียรติจากผู้อื่น เช่น ต้องการการเรียกขานจากบุคคลทั่วไปอย่างสุภาพ ให้ความเคารพนับถือตามควรไม่ต้องการการกดขี่ข่มเหงจากผู้อื่น เนื่องจากทุกคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
    5. ความต้องการความเป็นตัวตนอันแท้จริงของตนเอง ( Self – actualization needs ) เป็นความต้องการขั้นสุดท้าย หลังจากที่ผ่านความต้องการความเป็นส่วนตัว เป็นตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ลดความต้องการภายนอกลง หันมาต้องการสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่ ซึ่งเป็นความต้องการขั้นสูงสุดของมนุษย์ เช่นกัน
*21**    แต่ความต้องการในขั้นนี้มักเกิดขึ้นได้ยาก เพราะต้องผ่านความต้องการในขั้นอื่นๆ มาก่อนและต้องมีความเข้าใจในชีวิตเป็นอย่างยิ่งด้วย   ( ชัชรี นฤทุม. 2545. การพูดและการเขียนในงานส่งเสริม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.)


    การสร้างแรงจูงใจ (Motivation)
 
     แนวคิดของแรงจูงใจ
     แรงจูงใจ (motivation) เป็นพลังจากภายในตัวคนที่กระตุ้นให้คนใช้ความพยายาม (effort) ยืนหยัด (persistence) และกำหนดทิศทางเชิงพฤติกรรม (direction of a person’s behavior) อย่างใดอย่างหนึ่งของคน

        แหล่งของแรงจูงใจ
    1. แรงจูงใจจากภายใน (intrinsic)  เป็นพลังกระตุ้นที่คนต้องการได้รับความพอใจจากความสำเร็จอันเป็นผลจากการกระทำ  ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ถูกปฏิบัติโดยตัวของมันเอง
    2. แรงจูงใจจากภายนอก (extrinsic) ถือเป็นพลังกระตุ้นพฤติกรรมของคนเพื่อให้กระทำในสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลทางวัตถุหรือสังคมหรือหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ 

    วิวัฒนาการแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจ
         1.  วิธีการแบบดั้งเดิม
         2.  วิธีการมนุษยสัมพันธ์
         3.  วิธีการทรัพยากรมนุษย์
         4.  วิธีการในปัจจุบัน

     ทฤษฎีเนื้อหาของแรงจูงใจ (Content Theory)
         ทฤษฎีดังกล่าวเน้นอธิบายให้เห็นถึงแนวคิดเกี่ยวกับความต้องการของบุคคลว่าความต้องการของบุคคลทั้งด้านสรีระและจิตใจเป็นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  
     แนวความคิดทฤษฎีแรงจูงใจนั้นได้แบ่งแยกย่อยของทฤษฎีที่เกี่ยวข้องลงไปอีก ดังนี้

        ทฤษฎี ERG ของ Alderfer
        - ความอยู่รอด (Existence needs : E)
        - ความสัมพันธ์ (Relatedness needs : R)
        - ความเติบโต (Growth needs : G)

         ทฤษฎีสองปัจจัยของ Herzberg 
    ปัจจัยจูงใจ (Motivators)
                      1. ความสำเร็จ (achievement)
                      2. การได้รับการยกย่อง (recognition)
                      3. ความรับผิดชอบ (responsibility)
                      4. ลักษณะของงาน (work content)
                      5. ความก้าวหน้า (advancement)
                      6. การเติบโตส่วนบุคคล (personal growth)  
    ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene factors)
                        1. สภาพการทำงาน (working conditions)
                      2. ค่าจ้าง (pay) 
                      3. ความมั่นคงในงาน (job security)
                      4. นโยบายองค์การ (company policies)
                      5. การบังคับบัญชา (supervision)
                      6.  ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (relationships with coworker)
 
        ทฤษฎีความต้องการจากการเรียนรู้ David McClelland
                  - ความต้องการความสำเร็จ (Need for Achievement)
            - ความต้องการความสัมพันธ์ (Need for Affiliation)
            - ความต้องการอำนาจ (Need for Power)




        ทฤษฎีกระบวนการ (Process Theory)
                  อธิบายวิธีคิดของบุคคลและพฤติกรรมเพื่อให้ได้รับรางวัลจากการทำงาน
    - Victor H. Vroom ได้แบ่งองค์ประกอบในการสร้างแรงจูงใจออกเป็น 3 ส่วนคือ
                1. ความคาดหวัง (expectancy)
                2. กลไก (instrumentality)
                3. คุณค่าของรางวัล (valence)
         - Expectancy  ความคาดหวังของบุคคลเกิดขึ้น เมื่อบุคคลรับรู้ขอบเขตความพยายามของตนที่จะก่อให้เกิดผลงานในระดับหนึ่งๆ ดังนั้นความคาดหวังจะเป็นตัวกำหนดความพยายามของบุคคล
         - Instrumentality การรับรู้ของบุคคลเกี่ยวกับขอบเขตที่ผลงานในระดับหนึ่งๆ ของตนจะก่อให้เกิดผลได้หรือรางวัลตามที่ต้องการ
    - Valence  ความต้องการของบุคคลที่มีต่อผลได้หรือรางวัลที่ได้รับจากงาน

          ทฤษฎีความเท่าเทียม
      สิ่งที่มีความสำคัญในการกำหนดแรงจูงใจเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ (relative) ระหว่างผลได้ที่ได้รับกับปัจจัยนำเข้าที่ใช้ไป  แรงจูงใจถูกชักนำโดยการเปรียบเทียบอัตราส่วนผลได้/ปัจจัยนำเข้าของตัวเองกับอัตราส่วนผลได้/ปัจจัยนำเข้าของสิ่งที่ใช้ในการอ้างอิง  (referent) 
 
        ทฤษฎีการกำหนดเป้าหมาย (Goal-setting theory)
     ทฤษฎีนี้คล้ายกับทฤษฎีความคาดหวังและความเท่าเทียม โดยเน้นที่การสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรสนับสนุนปัจจัยนำเข้าแก่งานและองค์การ
         Edwin Locke & Gary Latham เชื่อว่าเป้าหมายต่างๆ ที่บุคลากรมีความมุ่งมั่นเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จถือเป็นตัวกำหนดแรงจูงใจและผลงานที่ดีที่สุด ซึ่งประเด็นสำคัญในการกำหนดเป้าหมายต้องเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนและท้าทาย

        ทฤษฎีเสริมแรง  (Reinforcement Theory)
    Skinner เชื่อว่าพฤติกรรมของคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยใช้การเสริมแรง ซึ่งทฤษฎีนี้อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ Law of Effect
                 แผนการในการเสริมแรง
    -  แผนการแบบต่อเนื่อง (continuous schedules)
    -  แผนการแบบบางส่วน (partial schedules)
                

ทฤษฎีเกี่ยวกับการคัดเลือกประเด็น การกลั่นกรองข่าวสาร

    ทฤษฎีการสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับองค์ประกอบการสื่อสาร

    ทฤษฎีการสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับองค์ประกอบการสื่อสาร แบ่งแนวทางการศึกษาได้เป็น 4 ทฤษฎี
        1.  ทฤษฎีการสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับผู้ส่งสาร
        2.  ทฤษฎีการสื่อสารมวลชนที่เน้นตัวสาร
        3.  ทฤษฎีการสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับผู้รับสารและ
        4.  ทฤษฎีการสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับผลของการสื่อสาร

    1.  ทฤษฎีการสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับผู้ส่งสาร
นักสื่อสารมวลชนมีหน้าที่เลือกสรร ตกแต่ง เรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะเสนอไปยังผู้รับสารลักษณะหน้าที่ดังกล่าวจึงคล้ายกับการเป็นผู้เฝ้าประตูที่คอยปล่อยและกักสาร ดังนั้นการตัดสินว่าสิ่งใดควรเป็นข่าว ที่จะส่งผ่านออกสื่อมวลชนหรือไม่มากน้อยเพียงไรต้องมีการตกแต่งหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับผู้เฝ้าประตู ซึ่งเจ กาลตุง และเอ็มเอ็ช รูจ(J. Galtung and M.H.Ruge) (McQuail, Dennio, 1993 : 173) ได้กล่าวถึงปัจจัยข่าวที่ผู้เฝ้าประตูพึงนํามาพิจารณาในการเลือกสรรและตกแต่งสารก่อนนําเสนอสู่มวลชน  ปัจจัยในการเลือกข่าวครอบคลุมถึงองค์ประกอบของข่าวคุณภาพของข่าวและคุณสมบัติของข่าวได้แก่
        1.1. ช่วงเวลาเวลาที่เหมาะสมความใหม่สดของข่าว
        1.2. ความเข้มข้น
        1.3. ความชัดเจน
        1.4. ความใกล้ชิดความเกี่ยวข้องกับผู้รับสาร
        1.5. การตรงกับความคาดหวังของผู้รับสาร
        1.6. ความต่อเนื่องของเหตุการณ์
        1.7. สิ่งที่ไม่คาดหวังความแปลกประหลาด
        1.8. องค์ประกอบของเนื้อหาทั้งหมดของสื่อมวลชน
        1.9. ค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรม

    2. ทฤษฎีการสื่อสารมวลชนที่เน้นตัวสาร
สารนับเป็นองค์ประกอบที่สําคัญอย่างหนึ่งของการสื่อสาร การทําความเข้าใจตัวสารจึงเป็นเรื่องสําคัญ โดยเฉพาะลักษณะโครงสร้างภายในของตัวสาร วิธีการที่ทําใหเกิดความหมาย และความสัมพันธ์ระหว่างตัวสารซึ่งเป็นองค์ประกอบกับวัฒนธรรมในภาพที่เป็นองค์รวม (คัดแปลงจากกาญจนา แก้วเทพ, 250 : 326)
    สารจะถูกตีความหมายออกมาเป็นแบบใดนั้น จําเป็นต้องสัมพันธ์หรือขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม เช่น
คําว่า “หมู” อาจมีความหมายว่า “เป็นอาหาร” ในวัฒนธรรมจีน มีความหมายว่า “เป็นอาหารไม่ได้” ใน
วัฒนธรรมมุสลิมและมีความหมายว่า“เป็นของหมั้น” ในวัฒนธรรมของชนเผาบางเผ่า
   
    ดังนั้น การศึกษาสื่อมวลชนที่เน้นตัวเนื้อหาจึงเป็นการศึกษาตัวเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง
ของภาษา และความหมายของคํา ด้วยเหตุผลที่กฎต่าง ๆ ของภาษาถูกกําหนดหรือมีข้อจํากัดอันเกิดจาก
โครงสร้างภายในของวัฒนธรรมดั้งเดิม ตัวเนื้อหาที่เลือกมาศึกษาจึงเปิดโอกาสใหเกิดการรับสารได้ ทํา
ให้ผู้รับสารสามารถเข้าใจความหมาย เพราะผู้รับสารรู้กฎเกณฑ์ทางด้านภาษาและมีความคุ้นเคยอย่างดี
กับวัฒนธรรมนั้นหมายความว่า (พรสิทธิ พัฒธนานุรักษ์, 2532 : 411-412)

    1.ความหมายที่ผู้รับสารตีความจากตัวเนื้อหาของสื่อมวลชนนั้นไม่จําเป็นต้องเป็นเช่นเดียวกับความตั้งใจของผู้ส่งสาร หรือเป็นความหมายเดียวกันกับที่ผู้รับสารมีอยู่ แต่ความหมายที่ตีความนั้นถือว่า
เป็นความหมายที่ปราศจากอคติอันเกิดจากหลักตรรกะของระบบสัญลักษณ์ที่ใช้ในการ“เข้ารหัส”
    2.แนวทางการศึกษานี้ไม่ได้เน้นเฉพาะความหมายที่ปรากฎในระดับพื้นผิวของเนื้อหา
สื่อมวลชนหากแต่ให้ความสนใจต้อความหมายแอบแฝงที่ผู้ส่งสารตั้งใจหรือไม่ตั้งใจให้เกิดความหมาย
    3. แนวทางการศึกษานี้ไม่จํากัดเฉพาะการวิเคราะห์ภาษาเขียนเท่านั้น ยังรวมไปถึงรูปภาพ เสียง
ท่าทางหรือเครื่องมือที่ถูกนําไปใช้ในการสื่อสารด้วย
    4. ทฤษฎีการสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับผู้รับสาร
   
    ในบรรดาองค์ประกอบ 4 ประการของกระบวนการส่งสารคือผู้ส่ง ส่งสาร (sender) เนื้อหาสาร (message) ช่วงการสื่อสาร (channel) และผู้รับสาร (audience) นั้น องค์ประกอบ “ผู้รับสาร” เป็น
องค์ประกอบที่ได้รับความสนใจในการศึกษาวิเคราะห์อย่างมากที่สุด
   
    McQuail (1994, อ้างถึงใน กาญจนา แก้วเทพ, 2541 : 291-292) ให้แนวคิดที่น่าสนใจดังนี้
    1. แนวคิดที่มองผู้รับสารเป็นผู้ดูผู้ชม (spectators) เป็นแนวคิดที่ตกค้างมาจากศิลปะการแสดง
ของสื่อสารพื้นบ้าน เช่น ลิเก ลําตัด โนราห์ ฯลฯ ในการละเล่นดังกล่าวจะประกอบด้วยฝ่ายผู้เล่น (ผู้ส่งสาร) และผู้ดู ผู้ชม ที่เข้าไปในสถานที่เดียวกันและช่วงเวลาเดียวกัน ความสัมพันธ์ด้านการสื่อสารระหว่างฝ่ายผู้แสดงกับผู้ชมจะเป็นการสื่อสารภายในกลุ่ม (Group Communication) โดยที่ทั้งสองฝ่าย ต่างมีปฏิกริยาตอบโต้ต่อกันและกัน เช่น ถ้าพระเอกลิเกร้องกลอนเกลี้ยวนางเอกได้ถูกใจผู้ชมก็อาจจะมีเสียงตบมือหรือโห่ฮาแสดงความพอใจ ในปัจจุบันเรายังอาจพบเห็น “ผู้ดูชม” ดังที่กล่าวมานี้ปรากฎอยู่ ในบางรายการ เช่นบรรดาผู้ชมในห้องส่งของรายการเกมโชว์ รายการตลก การแสดงดนตรีคอนเสิรต์เป็นต้น
    2. แนวคิดที่มองผู้รับสารเป็น “กลุ่มสาธารณะ” (public) กลุ่มผู้รับสารนี้เกิดขึ้นในยุคที่มีสื่อสิ่งพิมพ์ และได้เกิดกลุ่มผู้อ่าน ที่เรียกว่า “Reading Public” ซึ่งหมายถึง ผู้รับสารที่ติดตามผลงานของนักเขียนหรือสื่อสิ่งพิมพ์บางชนิดอย่างจริงจังและสม่ําเสมอ และเกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มพลังแบบต่าง ๆและเข้าไปมีบทบาทในมิติสาธารณะ เช่นการเมืองเศรษฐกิจปัญหาสังคม เป็นต้น
    3. แนวคิดที่มองผู้รับสารเป็น “มวลชน” (mass) มักเป็นทัศนะส่วนใหญ่ที่นักสื่อสารมวลชนจะคิดถึงกลุ่มผู้รับสารที่มีสักษณะเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ที่มีปริมาณมาก เป็นกลุ่มอยู่กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ ไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันต่างคนต่างอยู่ไม่รู้จักกันมีความหลากหลาย (เพศอายุอาชีพรายได้ฯลฯ) ตลอดจนเป็นกลุ่มที่ไม่มีความคงทน มีลักษณะชั่วครั้งชั่วคราว เช่น เกิดเป็น “มวลชน” ขึ้นเมื่อมีการรับสารจากสื่อ เมื่อการเป็นผู้รับจบแล้วก็กระจัดกระจายออกไปอย่างเดิม
    4. แนวคิดที่มองผู้รับสารเป็น “ตลาดหรือผู้บริโภค” (market) แนวคิดนี้เป็นผลจากการพัฒนาการของสื่อสารมวลชนได้กลายเป็นระบบธุรกิจอย่างเต็มตัวและมีการแข่งขันอย่างมาก ดังนั้นผลผลิตของสื่อทุกชนิดจะมีสถานะเป็นสินค้าหรือบริการที่มีไว้จําหน่ายให้แก่ผู้ชมบางกลุ่มที่มีอํานาจการซื้อที่เรียกว่าเป็น “ผู้บริโภคหรือตลาด” และเนื่องจากในสภาวะปัจจุบันปริมาณด้านการผลิตสื่อมี มากกว่าความสามารถที่จะบริโภคของผู้บริโภค ทิศทางการผลิตสื่อจึงต้องคํานึงถึงความต้องการของตลาดผู้ชมเป็นสําคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การสํารวจความนิยมของรายการต่าง ๆ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น

    3. แนวคิดผู้รับสารเป็นศูนย์กลาง (Audience- Centered Models)
    ผู้รับสารเป็นจุดศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสาร แต่มีรูปแบบของการสื่อสารที่หลากหลายกันออกไปขึ้นอยู่กับพัฒนาการด้านความคิดอ่านของผู้รับสารแต่ละคน ผู้รับสารจะได้รับสารที่มีลักษณะไม่แตกต่างกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายและการชักจูงใจ ผู้รับสารจะถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีลักษณะที่ไม่มีความแตกต่างกันในการรับสารเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการแรงจูงใจและข่าวสาร หรือเป็นตลาดของผู้บริโภคสื่อ อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัย ในยุคคลาสสิคและยุคใหม่พบว่า ผู้รับสารมีแนวโน้มที่จะเลือกสื่อและช่องทางการสื่อสารให้เข้ากับ
รสนิยมของตนเองไม่ว่าจะเป็นทางด้านความคิดหรือข้อมูลที่ต้องการได้รับ ลักษณะดังกล่าวจะเป็นการจํากัดช่องทางของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสื่อ และหรือเป็นการเพิ่มโอกาสให้มีการหาช่องทางมาเสริมให้สื่อมีความน่าเชื่อยิ่งขึ้น แนวคิดผู้รับสารเป็นศูนย์กลาง (Audience- Centered Models) มีแนวคิดที่เกี่ยวข้องและนํามาใช้ในการวิเคราะห์ผู้รับสารดังต่อไปนี้

    แนวคิดและแบบจําลองการใช้ประโยชน์และการได้รับความพึงพอใจ (The Uses and Gratifications
Approach)
    แคทช์ (Katz) และคณะฯ ได้อธิบายแบบแผนการใช้ประโยชน์และการได้รับความพึงพอใจจากสื่อมวลชนของผู้รับสารไว้ว่า มีจุดกําเนิดมาจากสภาวะทางจิตใจและสังคมที่มาจากความต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่จะก่อให้เกิดความคาดหวังจากสื่อมวลชนหรือแหล่งสารอื่นอันนําไปสู่รูปแบบต่างๆของการมีโอกาสได้รับสารจากสื่อมวลชนและก่อให้เกิดผลที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับสาร
    อาจกล่าวได้ว่า ผู้รับสารแต่ละคนใช้สื่อมวลชนใช้เพื่อแสวงหาความพอใจจากสื่อมวลชนที่ตนใช้เพื่อความพอใจ ผ่อนคลายความเครียด ความรู้หรือเอาประโยชน์ใดประโยชน์หนึ่ง เป็นการศึกษากระบวนการรับสารซึ่งมีความแตกต่างไปจากการศึกษาในอดีตที่เน้นศึกษาเรื่องอิทธิพลของสื่อมวลชน
ต่อผู้รับสาร

    วิธีการนี้เป็นการศึกษาว่าผู้รับสารใช้สื่อมวลชนเพื่อแสวงหาความพอใจเพื่อบรรลุความต้องการของตน
        1. แหล่งด้านสังคม
        2. ความต้องการ
        3. การคาดหวัง
        4. สื่อมวลชน
        5. การตอบสนอง และจิตวิทยาซึ่งก่อให้เกิดหรือแหล่งอื่นรูปแบบความต้องการการใช้สื่อมวลชน
        6. ผลที่ตามมา

    เอส รินดาห์ล (S.Windahl) (1979, อ้างถึงใน พรสิทธิ์ พัฒธนานุรักษ์, 2532 : 413) ได้พัฒนาแบบจําลองการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ การเปิดรับสารด้วยความคาดหวังบางประการในอันที่จะได้รับความพึงพอใจ เป็นแบบจําลองการใช้ประโยชน์และผลโดยตรงของสื่อมวลชน โดยชี้ให้เห็นว่าการใช้ประโยชน์เป็นหัวใจของแบบจําลองนี้ การเปิดรับสารด้วยความคาดหวังบางประการในอันที่จะได้รับความพึงพอใจ ทั้งนี้เพื่อนําผลจากการนี้ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งผลของการสื่อสารนั้นอาจเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากลักษณะเนื้อหาของสื่อเป็นตัวกําหนดให้เกิดขึ้น ผลตามมาที่เกิดขึ้น นอกเหนือจากความคาดหวังของลักษณะเนื้อหาของสื่อ แต่มาจากผลการใช้ประโยชน์จากสื่อ และผสมผสานที่เป็นผลอันเนื่องมาจากเนื้อหาของสื่อเป็นตัวกําหนดและผลอันเกิดจากการใช้ประโยชน์จากสื่อ
    ยังมีอีกแนวคิดหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้รับสารจากสื่อมวลชนนั้นมิได้อยู่ในฐานะถูกกระทําหากแต่เขาสามารถเลือกเปิดรับข่าวสารจากสื่อมวลชนตามความสอดคล้องกับที่ตนต้องการนั่นก็คือ กระบวนการเลือกสรรของผู้รับสารและการแสวงหาข่าวสาร ซึ่งในกระบวนการเลือกสรรของผู้รับสาร นั้นเปรียบเทียบเหมือนการกรองข่าวสารในการรับรู้ของคน โดยจะเลือกเปืดรับ ตีความและจําสารที่ สอดคล้องกับความคิดเห็นและและความสนใจของตน ขณะเดียวกันจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมเปดรับตีความ และจดจําสารที่ขัดแย่งกับความคิดเห็นและความสนใจของตนดังรูป (ปรมะ สตะเวทิน, 2538 : 122-125)

    4. ทฤษฎีการสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวกับผลของการสื่อสาร ในการศึกษาเรื่องการสื่อสารมวลชนมีประเด็นหนึ่งที่ตองหยิบยกขึ้นมาศึกษา คือ อิทธิพลของสื่อมวลชน โดยนําเอาทฤษฎีทางจิตวิทยามาศึกษา โดยมีหลักการแตกออกมาเป็นทฤษฎีย่อยๆ ดังนี้  (กิติมาสุรสนธิ, ไม่พบปีที่พิมพ์: 127 – 128)
   
    4.1 Cause – Intervening Process Effect
    Cause  หมายถึงสารหรือเนื้อหาที่ส่งมาจากสื่อมวลชนอันเป็นสิ่งเราไปยังผู้รับสาร
    Effect  หมายถึงปฎิกิริยาหรือผลตอบสนองที่ผู้รับสารมีต่อสาร
    Intervening Process  หมายถึงกระบวนการแทรกซึ่งเป็นปัจจัยที่ทําให้ผลของการสื่อสารอัน ได้แก่ ลักษณะความแตกต่างของแต่ละบุคคล คือ การเลือกสนใจ (Selective Attention) การเลือก  การรับรู (Selective Perception) กล่าวคือ บุคคลจะเลือกเปิดรับสื่อ (Selective Exposure) ที่ตรงกับความคิดเห็นที่มีอยู่ก่อนแล้วและจะเลือกสนใจ (Selective Attention) และเลือกที่จะรับรู้ (Selective Perception) เฉพาะสารที่มีความหมายสอดคล้องกับความคิดเห็นหรือทัศนคติของผู้รับสาร รวมทั้งเลือกเก็บรักษาสาร (Selective Retention) ที่สอดคล้องกับความคิดของผู้รับสารมากกว่าสารที่เขาไม่เห็นด้วย

    4.2 Social Categories Theory
    ทฤษฎีลําดับชั้นทางสังคม (Social Categories Theory) เป็นทฤษฎีที่มีรากฐานมาจากทางด้านสังคมวิทยาทฤษฎีนี้อธิบายว่าพฤติกรรมของบุคคลเช่น การอ่านหนังสือพิมพ์การฟังวิทยุการชมโทรทัศน์เกี่ยวข้องกับลักษณะต่าง ๆ ของบุคคลอันได้แก่  อายุ เพศ ระดับรายได้ การศึกษา ที่อยู่อาศัย และศาสนา ดังนั้น บุคคลที่อยู่ในลําดับช่วงชั้นทางสังคมเดียวกันจะเลือกรับเนื้อหาของสาร และตอบสนองต่อเนื้อหาของสารในแบบเดียวกัน อิทธิพลของสื่อมวลชนที่มีต่อบุคคลจะแปรไปตามลําดับชั้นทางสังคมของกลุ่มบุคคลที่ไม่เหมือนกันเช่น การแต่งกายของวัยรุ่น
   
    4.3 The Cultural Ture Norms Theory
    ทฤษฎีบรรทัดฐานทางสังคม (The Cultural Norms Theory) เป็นการนําเอาทฤษฎีทางจิตวิทยาสังคม มาปรับเข้ากับแนวความคิดทางด้านการสื่อสาร อิทธิพลของสื่อมวลชนมีผลต่อบุคคล ดังนี้
        1. เนื้อหาจากสื่อมวลชนสามารถเปนแรงกระทบกับแบบแผนที่บุคคลปฎิบัติกันอยู่โดยสามารถ ทําให้บุคคลเชื่อว่าสิ่งที่เขาปฎิบัติอยู่นั้นเป็นที่ยอมรับของสังคมเป็นการย้ําหรือเสริมความรู้ความเข้าใจเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น
        2. สื่อมวลชนสามารถสร้างความเชื่อใหม่ๆ ได้กับเฉพาะบุคคลที่มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
        3. สื่อมวลชนสามารถเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐาน และอาจเปลี่ยนแปลงความประพฤติของ
บุคคลจากรูปหนึ่งไปสู่อีกรูปหนึ่งได้โดยสื่อมวลชนจะเป็นผู้แนะนําทางสําหรับการกระทําที่สังคมยอมรับและให้การสนับสนุนโดยผ่านผู้แสดงที่เขาชื่นชอบตามรายการต่างๆ
        4. สื่อมวลชนสามารถสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับบุคคลได้ถ้าบรรทัดฐานนั้นไม่ขัดกับบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมของสังคมที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่สื่อมวลชนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สําคัญที่เป็นผลจากบรรทัดฐานของสถาบันที่มีมาช้านานได้ ตรงกันข้าม สื่อมวลชนยังเป็นแรงเสริมสถานภาพเดิมมากกว่าที่จะสร้างบรรทัดฐานขึ้นมาใหม่
    หลังจากที่ได้มีการศึกษาถึงอิทธิพลของสื่อมวลชนในเชิงทางด้านการไหลของข้าวสารด้านจิตวิทยาและสังคมวิทยา ต่อมานักวิจัยในสหรัฐอเมริกาให้ความสนใจเกี่ยวกับอิทธิพลของเนื้อหาความรุนแรงในสื่อมวลชนที่อาจมีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในสังคม
   
    เดอเฟอร์และบอลล์-โรคีซ (1982 ,อ้างถึงใน พีระ จิระโสภณ, 2539 : 670 – 672) ได้รวบรวมทฤษฎีต่าง ๆ ในเรื่องผลของการ สื่อสารมวลชนเกี่ยวกับเนื้อหาความรุนแรงไว้ 5 ทฤษฎีกล่าวคือ

    1. ทฤษฎีการผ่อนคลาย(CatharsisTheory)
่        ทฤษฎีนี้เชื่อว่าปกติคนเราจะมีประสบการณ์ประจําวันที่ก่อให้เกิดความเครียดหรืออารมณ์หงุดหงิด ซึ่งอาจนําไปสู่ความก้าวร้าวรุนแรงได้ ดังนั้น การเป็ดรับสื่อมวลชนที่มีเนื้อหาความรุนแรงจะช่วยปลดเปลื้องหรือบรรเทาความรู้สึกที่อยากแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวลงได้
    การเปิดรับสื่อมวลชนสามารถใช้เป็นสิ่งทดแทนหรือเปนทางออกของความก้าวร้าวรุนแรงลงได้ เช่น การดูกีฬามวย ชมภาพยนตร์ บู๊ ล้างผลาญ เป็นต้น

    2. ทฤษฎีการกระตุ้น (Aggressive Cues or Stimulating Effects Theory)
        ทฤษฎีนี้เชื่อว่าเนื้อหาความรุนแรงในสื่อมวลชนสามารถกระตุ้นผู้รับสารแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวได้ เช่น พระเอกของภาพยนตร้์บู๊ ล้างผลาญฆ่าผู้ร้ายเพื่อป้องกันตัวเอง ผู้ชมอาจจะรู้สึกว่าสมควรแล้ว ในลักษณะนี้ก็อาจกระตุ้นให้ผู้ชมกระทําการเช้นเดียวกันได้เมื่อตนตกอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน
   
    3. ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการสังเกต (Observational Learning Theory)
        ทฤษฎีนี้เชื่อว่าผู้รับสารสามารถเรียนรู้พฤติกรรมก้าวร้าว โดยการสังเกตลักษณะพฤติกรรม
ก้าวร้าวจากสื่อมวลชนเมื่อสถานการณ์ เอื้ออํานวย เช่นวิธีการฆ่าการทรมาณการข่มเหง รังแกผู้อื่น ฯลฯ

    4. ทฤษฎีแรงเสริม (Reinforcement Theory)
        ทฤษฎีนี้เชื่อว่าเนื้อหาในสื่อมวลชนเป็นแรงเสริมต่อทัศนคติ ค่านิยม ปทัสถาน ความเชื่อ ฯลฯ ของบุคคลที่รับสาร ถ้าบุคคลนั้นเชื่อในการใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว ความรุนแรงในสื่อมวลชนก็จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้หนักแน่นขึ้น แต่หากบุคคลใดในสังคมที่ไม่ชอบความรุนแรง เขาก็จะรับรู้ความรุนแรงที่ปรากฏในสื่อมวลชนในลักษณะเลือกสรรคือ มองว่าความรุนแรงนั้นก่อให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมาณ ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

    5. ทฤษฎีการปลูกฝัง (Cultivation Theory)
        ทฤษฎีนี้เชื่อว่าเนื้อหาความรุนแรงในสื่อมวลชนมีส่วนปลูกฝัง ปรับแต่งความคิด โลกที่แท้จริงเต็มไปด้วยความรุนแรงความขัดแย้งความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินการดิ้นรนต่อสู้  เป็นต้น







งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

    วิรัช วงศ์ภินันท์วัฒนา ได้ทำการวิเคราะห์การใช้คำ สำนวน และประโยคที่ปรากฎในนิตยสารบันเทิงสำหรับวัยรุ่นในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2550 จำนวน 15 ชื่อเรื่อง รวม 28 ฉบับ พบว่า
    การใช้คำในนิตยสารสำหรับวัยรุ่นมีการใช้คำแสลง คำในภาษาพูด คำทับศัพท์ คำขยาย คำผวน คำภาษาถิ่น และเครื่องหมายวรรคตอน โดนพบว่ามีการใช้คำแสงมากที่สุด รองลงมาเป็นคำที่ใช้ในภาษาพูด และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน ประกอบคำหรือประโยค การใช้คำเหล่านี้เพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึก และธรรมชาติของวัยรุ่น
    การใช้สำนวนมีทั้งสำนวนเก่า และสำนวนเดิม และสำนวนที่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นประเด็นปัญหา หรือได้รับความนิยมจากกลุ่มวัยรุ่น เช่น ข่าวสารเหตุการณ์ปัจจุบัน ภาพยนตร์ โฆษณา และเพลงเป็นต้น โดยสำนวนที่พบมากที่สุดเป็นคพแสลง มีความหมายตามสถานการณ์หรือบริบทแวดล้อม ส่วนประโยคที่พบในนิตยสารวัยรุ่นเป็นประโยคที่มีโครงสร้างเหมือนประโยคทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นภาษาระดับสนทนา หรือภาษาปาก มีการใช้เครื่องหมายวรรคตอนทั้งเครื่องหมายเดียว แล้วหลายเครื่องหมายประกอบประโยคในประโยคเดียวกัน บางประโยคมีลักษณะการใช้ภาษางานประพันธ์ที่มีโวหารเพื่อแสดงความรู้สึกอารมณ์ และจินตนาการ (การวิเคราะห์ภาษาในนิตยสารสำหรับวัยรุ่น, วิรัช วงศ์ภินันท์วัฒนา: 2550)

    นวลวรรณ พลังคะพันธ์พงค์. 2549. วิเคราะห์ภาษาในนิตยสารบันเทิง. ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษาไว้ว่า
    การเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นลักษณะธรรมดาของภาษาที่ยังไม่ตาย คือ ภาษาที่ยังมีผู้ใช้พูดในชีวิตประจำวัน ถ้าภาษาใดยังไม่ตายภาษานั้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเมื่อเข้าใจว่าภาษามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นของธรรมดาแล้วก็ควรจะเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมิใช่การเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือโดยฉับพลัน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะวิวัฒนาการ (Evolution) ซึ่งหมายความว่า มีบางส่วนของภาษาที่คงที่และบางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
    ในช่วงเวลาที่ใกล้กันส่วนที่เปลี่ยนแปลงก็มีน้อยจนอาจไม่เป็นที่สังเกต ในช่วงเวลาที่ห่างกันมากส่วนที่เปลี่ยนแปลงก็มีมากจนสามารถสังเกตเห็นได้ชัด ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของภาษานั้น มีอยู่หลายประการทั้งในด้าน เสียง คำไวยากรณ์ และความหมาย คำเป็นส่วนของภาษาที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งด้านจำนวนคำคือ มีคำใหม่เพิ่มขึ้นในภาษาเพราะมีวิทยาการ วัตถุ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมใหม่ๆ เข้ามาในสังคมมีบางคำสูญไป เพราะเลิกใช้และมีการเปลี่ยนแปลงด้านความหมายของคำ คือ คำที่มีใช้อยู่เดิม เมื่อใช้ไปนานๆ ความหมายก็เปลี่ยนไปได้
    การเปลี่ยนแปลงของภาษาจึงเป็นลักษณะธรรมดาของภาษาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และลักษณะความเจริญก้าวหน้าดังกล่าว ส่งผลถึงการใช้ภาษาไทยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ภาษาด้านวิชาการ ภาษาธุรกิจ ตลอดจนภาษาในสื่อมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีบทบาทและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะภาษาหนังสือพิมพ์
    การใช้ภาษาไทยในสื่อนิตยสารในปัจจุบัน มีรูปแบบแปลกไปจากภาษาปกติ หรือแตกต่างจากความหมายที่มีในพจนานุกรม คือ เป็นถ้อยคำ สำนวนแปลกใหม่ที่ให้อารมณ์ ความรู้สึก
   
     ประสาน มีเฟื่องศาสตร์ และคณะ (2544:150-180) กล่าวว่า “นิตยสารสร้างคำแปลกใหม่ขึ้นมามากเพื่อให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นการจูงใจผู้อ่านให้สนใจ” ประไพ เชิงฉลาด (2526:89) ยังพบว่า “หนังสือพิมพ์ทำให้เกิดคำใหม่และสำนวนใหม่ๆ ขึ้นใช้ในทางการเมืองมาก” จากการที่หนังสือพิมพ์เป็นธุรกิจเอกชน และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทำให้มีการแข่งขันกันสูงในด้านต่างๆ ดังจะเห็นได้ว่า มีการปรับปรุงหนังสือพิมพ์ให้มีคุณภาพด้วยวิธีอันหลากหลาย เช่น เสนอข่าวที่คาดว่าผู้อ่านสนใจ จัดหน้าหนังสือพิมพ์ให้มีคุณภาพด้วยวิธีอันหลากหลาย เช่น เสนอข่าวที่คาดว่าผู้อ่านสนใจ จัดหน้าหนังสือให้มีความเด่นด้วยกาเพิ่มภาพ เพิ่มสี และให้ความสำคัญในการเลือกสรรถ้อยคำพาดหัวข่าวให้ตื่นเต้น น่าติดตาม หนังสือพิมพ์จะให้ความสำคัญกับพาดหัวข่าวมาก เพราะพาดหัวข่าวเป็นข้อความส่วนที่สำคัญของข่าว เป็นจุดเด่นหรือสาระสำคัญของเรื่องทั้งหมด เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจและติดตามข่าวนั้นต่อไป โดยเฉพาะพาดหัวข่าวในหน้าหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะใช้อักษรที่มีขนาดใหญ่สะดุดตาแล้ว ยังใช้ภาษาที่เร้าใจเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่านและเพื่อการแข่งขันในทางธุรกิจ จากการที่หนังสือพิมพ์เป็นธุรกิจซึ่งมุ่งหากำไรเป็นหลัก จึงทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้า อันเป็นเหตุให้หนังสือพิมพ์พลิกแพลงการใช้ภาษาพาดหัวข่าว โดยมุ่งความสะดุดตา สร้างความตื่นเต้นเร้าอารมณ์ เพื่อขายหนังสือพิมพ์ให้ได้มากที่สุด ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสร้างคำใหม่และสำนวนใหม่ การใช้สำนวนแปลกๆ หรือ คำกล่าวเกินจริง เป็นต้น การใช้ภาษาดังกล่าวนี้แม้จะหวือหวา มีสีสันเร้าใจ แต่บางครั้งก็ก่อให้เกิดผลเสียต่อการพาดหัวข่าว ทำให้พาดหัวข่าวเกินความเป็นจริงหรือไม่ก็กำกวม ไม่ชัดเจน ไม่เข้าใจความหมายหรือเข้าใจผิด เกิดการสื่อสารผิดพลาด

     ชวลิต ปัญญาลักษณ์ (2544:69) ให้ความคิดเห็นว่า ในปัจจุบันนี้ก็มีเป็นจำนวนมากที่พาดหัวข่าวกับเนื้อข่าวไม่สอดคล้องกัน ถ้ามาคิดดูให้ดีแล้วคงมีสาเหตุมาจาก คนให้ข่าว คนเขียนข่าว และคนพาดหัวข่าว เป็นคนละคนกัน ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้นได้ อันแรกคือ การจับประเด็น คนพาดหัวอ่านเนื้อข่าวแล้วอาจจับประเด็นขึ้นมาไม่ถูก จึงทำให้คลาดเคลื่อน อันที่สองก็มาจากการจงใจเพื่อที่จะจูงใจผู้อ่าน พยายามใช้ถ้อยคำให้ดูตื่นเต้นอันที่สามคือ การแข่งขันในการพาดหัวข่าว พยายามที่จะใช้คำให้ฉีกแนวไปจากคนอื่น สรรหาถ้อยคำต่างๆ มาใช้ เลยทำให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การใช้ภาษาไทยพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในยุคสมัยปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงของคำและความหมายซึ่งมีผลกระทบต่อการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันของคนในสังคม จะพบว่าในการพาดหัวข่าวมีคำใหม่และสำนวนใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากมาย เช่น ฆาตกาม ประเทือง อุ้ม เสียบ เผือกร้อน รีดขนห่าน ฯลฯ มีการนำคำใหม่และสำนวนใหม่ที่เกิดขึ้นไปใช้กันอย่างกว้างขวางในสังคม คำใหม่และสำนวนใหม่ในพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะศึกษาค้นคว้า ในฐานะที่หนังสือพิมพ์มีบทบาทและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนในสังคมเป็นอันมาก การศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์ลักษณะของหนังสือพิมพ์ในด้านต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ภาษาในหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการใช้ภาษาของคนทั่วไป จนมีการวิพากษ์วิจารณ์และให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวาง

    ในการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางภาษาในสื่อนิตยสารของ ........ พบว่า
    คำใหม่มีลักษณะเป็นคำภาษาต่างประเทศ คำสแลง คำสมญานามและคำที่เกิดจากการประสมขึ้นใหม่ กลวิธีการสร้างคำใหม่มี 7 ประเภท คือ ประสมคำ ซ้อนคำ ซ้ำคำ สมาสคำ การเปลี่ยนเสียงและอักขรวิธี การประสมเสียงขึ้นใหม่เพื่อให้เกิดความรู้สึกและการนำคำปกติมาใช้ในความหมายใหม่ การใช้คำใหม่มี 4 ลักษณะ คือ การใช้คำภาษาต่างประเทศ การใช้คำแสลง การใช้คำสมญานาม การใช้คำประสมขึ้นใหม่ และความหมายของคำใหม่มีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย ส่วนลักษณะสำนวนใหม่จะมี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะคำที่เปลี่ยนความหมายไปจากคำเดิมและลักษณะถ้อยคำที่เรียบเรียงขึ้นใหม่มีความหมายใหม่ กลวิธีในการสร้างสำนวนใหม่มี 5 ประเภท คือ สร้างจากคำเดี่ยว สร้างเป็นคำประสม สร้างเป็นคำซ้ำ สร้างเป็นวลีและสร้างเป็นประโยค การใช้สำนวนใหม่มี 5 ลักษณะ คือ ใช้คำเดี่ยวที่เปลี่ยนความหมายจากคำเดิม ใช้คำประสมเดิมหรือคำประสมขึ้นใหม่ที่เปลี่ยนความหมาย ใช้คำซ้ำ ใช้เป็นวลีหรือกลุ่มคำที่สร้างขึ้นสื่อความหมายใหม่และใช้เป็นประโยคที่ประกอบด้วยข้อความที่สื่อความหมายเฉพาะ ส่วนผลจากการวิเคราะห์ความหมายของสำนวนใหม่ พบว่า การเปลี่ยนแปลงความหมายของสำนวนใหม่มีการเปลี่ยนแปลง 2 ลักษณะ คือ ความหมายเปลี่ยนทั้งหมดและความหมายเปลี่ยนเฉพาะบางส่วน และพบว่า ความหมายของถ้อยคำเมื่อเป็นสำนวนใหม่จะมีลักษณะมีความหมายโดยนัยและความหมายเชิงเปรียบเทียบ
































Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

surprised smile surprised smile surprised smile

#1 By ChObItS_SiLvEr on 2008-08-03 10:42

#2 By (125.26.185.78) on 2008-08-03 12:34

#3 By (203.144.187.19) on 2008-08-11 04:49

dddddddd

#4 By filmครับ (61.19.65.104) on 2008-09-17 06:15

ดีคะbig smile big smile big smile big smile big smile

#5 By ann (115.67.245.53) on 2008-12-11 19:09

#6 By (125.26.86.214) on 2010-06-02 10:22

#7 By (117.47.145.109) on 2010-09-21 17:36

อยากจะขอให้ลงบรรณานุกรมที่อ้างอิงทฤษฎีต่างด้วยค่ะเพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนอื่นๆๆค่ะ

#8 By gg (202.176.108.78) on 2010-11-22 15:24

ยากจังembarrassed เอาง่ายๆน่อย ฮิ....ฮิ....confused smile surprised smile

#9 By ใมทื (124.121.13.65) on 2010-12-20 22:07

หวัดดีbig smile

#10 By 215541515 (111.84.18.156) on 2011-08-15 20:09

อยากมีใครสักคนให้กอด question open-mounthed smile

#11 By น้อยหน่า (111.84.18.156) on 2011-08-15 20:12