การใช้คำ

posted on 15 Jul 2008 17:10 by haaple

แนวคิดการใช้คำ และประโยคในภาษาเขียน

    คำทับศัพท์

    การทับศัพท์ คือการถ่ายทอดคำที่เขียนด้วยอักษรในภาษาหนึ่ง เพื่อใช้เขียนด้วยอักษรอีกแบบหนึ่งสำหรับใช้ในภาษานั้นๆ เพื่อให้สามารถเขียนคำต่างประเทศ ด้วยภาษาอักษรในภาษานั้นๆ ได้สะดวก เช่น การทับศัพท์ภาษาอังกฤษ (ที่เขียนด้วยอักษรโรมัน) มาเพื่อเขียนด้วยอักษรไทย สำหรับการใช้ในภาษาไทย

การเขียนคำทับศัพท์แบบถ่ายเสียง เป็นระบบในการเขียนเสียงพูดของมนุษย์จากภาษาหนึ่ง เป็นเป็นระบบตัวอักษรในอีกภาษาหนึ่งตามกฎที่วางไว้ เพื่อให้คงเสียงของภาษาต้นฉบับ การเขียนคำทับศัพท์แบบถ่ายเสียงนี้จะแตกต่างกับการเขียนคำทับศัพท์แบบถ่ายถอดตัวอักษรซึ่งเปลี่ยน ระบบตัวอักษรจากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง เพื่อให้คงรูปของตัวอักษรมากที่สุดที่เป็นไปได้ เช่นการถอดอักษรซีริลลิก เป็นอักษรละตินสำหรับภาษารัสเซีย (เช่นชื่อ "เลนิน" ในอักษรซีริลลิก Ленин และอักษรละติน Lenin) แม้กระนั้น การเขียนคำทับศัพท์แบบถ่ายเสียงและแบบถ่ายรูป ในบางครั้งจะถูกใช้ผสมกันซึ่งมีให้เห็นได้ทั่วไปสำหรับเขียนชื่อที่มาจากภาษาอื่น

    การทับศัพท์นั้น มีหลักกว้างๆ อยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ

        การถ่ายถอดเสียง เป็นการถ่ายถอดวิธีการเขียนคำภาษาหนึ่ง ไปสู่การเขียนในภาษาที่สอง โดยยึดหลักเทียบเสียงเป็นสำคัญ ข้อดีของการทับศัพท์แบบนี้คือ ทำให้ผู้ใช้ภาษาที่สองสามารถอ่านออกเสียงคำนั้นๆ ได้ใกล้เคียงกับภาษาเดิม แต่มีข้อเสียคือ ทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้ หรือถ่ายถอดกลับไปยังภาษาเดิมได้ หลักการนี้ได้ใช้สำหรับการทับศัพท์โดยทั่วไป
    การถ่ายถอดตัวอักษร (ปริวรรต)เป็นการถ่ายถอดคำศัพท์แบบ "ตัวต่อตัว" เพื่อความสะดวกในการเขียนเพียงอย่างเดียว มักใช้กับภาษาโบราณ เช่น ถ่ายถอดอักษรมอญโบราณ เป็นอักษรไทยปัจจุบัน, ถ่ายถอดอักษรขอมโบราณ เป็นอักษรไทย การถ่ายถอดตัวอักษรนั้น เคร่งครัดในการคงตัวอักษร และเครื่องหมายวรรคตอนทุกอย่างเอาไว้ เพื่อให้ผู้ที่อ่านภาษานั้นๆ ได้เข้าใจเสมือนอ่านต้นฉบับจริง ทั้งนี้การปริวรรตไม่สนใจความแตกต่างของเสียงในภาษา


คำแสลง


คำในภาษาต่างประเทศ

 

 

 

คำและการใช้คำ
      เนื่องจากภาษาไทยเป็นภาษาที่มีถ้อยคำหลากหลาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักเลือก คำมาใช้ในการเขียนได้อย่างเหมาะสมถูกต้อง เพื่อให้การเขียนเพื่อการสื่อสารบรรลุตามจุดประสงค์

หลักการใช้คำ
      ๑. ใช้คำให้ตรงความหมาย กล่าวคือ ผู้เขียนจะต้องรู้ความหมายของคำให้ชัดเจน ก่อนที่จะนำมาเรียบเรียงลงในประโยค
      ๒. ใช้คำให้ตรงกับหน้าที่หรือประเภทของคำ ได้แก่
           คำนาม  เช่น  ไก่   ไข่   รถยนต์   เรือ   ช้าง   ดินสอ   ปากกา ฯลฯ
           คำสรรพนาม เช่น   ผม   ดิฉัน   ข้าพเจ้า   เรา  เธอ   คุณ   มัน   เขา ฯลฯ
           คำกริยา  เช่น   เดิน   กิน   กระโดด   วิ่ง   นั่ง   พูด   ยิ้ม ฯลฯ
           คำวิเศษณ์  เช่น   งาม   สวย   เล็ก   ใหญ่   เร็ว   ไกล   แข็ง ฯลฯ
           คำบุพบท  เช่น   เพื่อ  ของ  กับ  แก่  ด้วย  โดย  ใน ฯลฯ
           คำสันธาน  เช่น  เพราะ  และ  หรือ  กับ  แต่  จึง  ฯลฯ
           คำอุทาน  เช่น   เอ๊ะ!   โธ่!   อุ๊ย!   โอ๊ย!   ตายแล้ว!   ว้าย! ฯลฯ
           คำลักษณนาม เช่น ตัว  ฟอง   คัน   เล่ม   ด้าม   แท่ง   อัน   ใบ ฯลฯ
      ๓. ใช้คำได้ถูกต้องตามแบบแผนการเขียนภาษาไทย คือ
           ๓.๑ ใช้คำที่มีความหมายชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย
           ๓.๒ หลีกเลี่ยงการใช้คำสแลง หรือคำที่มาจากภาษาต่างประเทศที่ยังไม่ได้รับ การยอมรับโดยทั่วไป
           ๓.๓ เขียนสะกดคำให้ถูกต้องชัดเจน
      ๔ . ใช้คำให้ถูกกาลเทศะ เหมาะสมกับระดับภาษา ได้แก่
           ๔.๑ ภาษาปาก คือ ภาษาที่ใช้พูดกันในชีวิตประจำวัน
           ๔.๒ ภาษากึ่งแบบแผน คือ ภาษาที่ใช้เขียนและพูดในชีวิตประจำวัน แต่กลั่นกรองและพิจารณาถ้อยคำมากขึ้น
           ๔.๓ ภาษาแบบแผน คือ ภาษาที่ใช้อย่างเป็นทางการ ถูกต้องตามระเบียบการใช้ เหมาะสำหรับการเขียนบทความ รายงานทางวิชาการ หนังสือ แบบเรียน บันทึกการประชุม สารคดี บทวิจารณ์และบทบรรณาธิการ


ตัวอย่าง
ภาษาปาก                      ส้มโลสี่สิบ
ภาษากึ่งแบบแผน           ส้มกิโลกรัมละสี่สิบบาท
ภาษาแบบแผน               ส้มเขียวหวานราคากิโลกรัมละสี่สิบบาท


การสร้างคำ ตามวิธีการของภาษาไทย

1. การประสมคำ
2. การซ้อนคำ
3. การซํ้าคำ

การสร้างคำ โดยนำ วิธีการของภาษาอื่นมาใช้
1. การใช้อุปสรรค ปัจจัย และวิภัตติ
2. การสมาส
3. การสนธิ
4. การแผลงคำ

ในบทนี้จะกล่าวเฉพาะวิธีการสร้างคำ ตามวิธีการของไทย โดยนักเรียนต้องเริ่มทำ ความเข้าใจจากหน่วยย่อยสุดของคำ คือคำ มูล

หน่วยศัพท์ที่เล็กที่สุดของภาษาไทยคือ คำ มูล คำ มูล คือคำ ที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่สามารถแยกศัพท์ย่อยออกได้ เช่น

คำ มูลพยางค์เดียว - หมู หมา กา ไก เขียว ขาว แดง ดำ ปู่ ย่า ตา ยาย
คำ มูลสองพยางค์ - สะดวก สบาย ขนม กระทะ กะทิ จะเข้ ชะลูด ชอุ่ม
คำ มูลสามพยางค์ - กะละแม กะละมัง จะละเม็ด มะละกอ จระเข้ สาระแน
คำ มูลสี่พยางค์ - โกโรโกโส โกโรโกโรก ตะลีตะลาน คะยั้นคะยอ
คำ มูลห้าพยางค์ - สำ มะเลเทเมา

* ข้อสังเกต เช่น  หมาดำ คำ นี้สามารถแยกศัพท์ได้ คือ หมา + ดำ ดังนั้นคำ นี้ไม่ใช่คำ มูล
หมูอ้วน คำ นี้สามารถแยกศัพท์ได้ คือ หมู + อ้วน ดังนั้นคำ นี้ไม่ใช่คำ มูล
จะละเม็ด คำ นี้ไม่สามารถแยกศัพท์เป็น จะ + ละ + เม็ด ดังนั้นคำ นี้เป็นคำ มูล

 

คำกับความหมาย 

ข้อบกพร่องในการใช้ภาษาอาจเกิดจากการใช้คำผิดความหมาย  การใช้คำผิดความหมายอาจเกิดจากการที่ผู้ใช้ภาษาไม่รู้ความหมายหรือความหมายแฝงของคำ  การศึกษาความหมายของคำให้เข้าใจถ่องแท้จะทำให้สามารถใช้ภาษาได้ถูกต้องและได้ผลตามต้องการ

      ในการสื่อสาร  ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือเขียนก็ตาม  ผู้ส่งสารย่อมต้องการให้ผู้รับสารเข้าใจความหมายตามที่ตนต้องการ  การสื่อสารที่ไม่ได้ผลอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ กัน สาเหตุอย่างหนึ่งก็ คือ  การใช้คำผิดความหมาย

      การใช้คำผิดความหมายอาจเกิดจากการที่คำมีความหมายใกล้เคียงกัน  หรือผู้ใช้ภาษาไม่รู้ความหมายที่แท้จริงหรือเข้าใจผิด  คำบางคำ  แม้จะรู้ความหมายแต่ก็อาจใช้ผิดเพราะไม่รู้ความหมายแฝงของคำ

คำในภาษาไทยที่มีความหมายคล้ายกัน  หรือ ใกล้เคียงกันมีอยู่จำนวนมาก  บางครั้งบางข้อความอาจใช้แทนกันได้  แต่บางครั้งจะใช้แทนกันไม่ได้เลยจึงเป็นเหตุให้ผู้ที่เข้าใจความหมายไม่ดีพอ ใช้คำอย่างผิดความหมายอันเป็นเหตุให้การสื่อสารไม่ได้ผลเท่าที่ควร 

      คำที่มีความหมายใกล้เคียงกันตามที่ยกมาให้พิจารณานี้  จะถือเอาความหมายตามพจนานุกรมเป็นหลัก  ทั้งนี้จะใช้เห็นความแตกต่างระหว่างคำที่มีความหมายคล้ายกัน  2  ประการ คือ

  •  
    1. ความหมายของคำ
    2. ลักษณะการใช้ที่ต่างกัน

    ทั้งนี้ทุก ๆ คำได้แต่งประโยคเป็นตัวอย่างให้ด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นวิธีการใช้เหล่านี้ได้ชัดเจน

ยิ่งขึ้น  เพราะการรู้ความหมายของคำเพียงอย่างเดียว  แต่ไม่เข้าใจถึงโอกาสในการใช้ย่อมไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

มองภาษา โดย  กาญจนา นาคสกุล ฉบับที่ 2750 ปีที่  53 ประจำวัน  อังคาร ที่  3 กรกฎาคม  2550 (สุดสงวน บความสารคดี)
  คำซ้ำ เป็นชื่อเรียกคำในภาษาไทยพวกหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการซ้ำคำ ๒ คำ และใช้เป็นคำเดียว เช่น ดีๆ งามๆ มัวๆ ทุกวันๆ รุ่งๆริ่งๆ ตกๆหล่นๆ รีๆขวางๆ ขวางๆรีๆ เป็นความต้องการของผู้พูดที่จะซ้ำคำเพื่อเน้นให้ชัดเจนขึ้น เช่น กินให้อิ่มๆ พูดให้ชัดๆ จับให้มั่นๆ อดทนมากๆ น้ำไหลรินๆ แต่เมื่อพูดซ้ำแล้ว บางคนอาจติดรูปคำซ้ำจนรูปคำเดี่ยวไม่มีที่ใช้อีกต่อไป เช่น ยองๆ เผินๆ เนืองๆ เนิบๆ ป้ำๆ เป๋อๆ ปาวๆ ไรๆ รถตุ๊กๆ บางคำเกิดนัยะของความหมายใหม่กลายเป็นคำที่มีความหมายเป็นพหูพจน์ เช่น เด็กๆ สาวๆ พี่ๆ น้องๆ
บางคำมีความหมายอ่อนลงต่างจากคำไม่ซ้ำ เช่น สีดำๆ คนสูงๆ เด็กสวยๆ เต้นเร็วๆ บางคำใช้เป็นคำสั่ง เช่น นั่งนิ่งๆ ทำดีๆ วิ่งเร็วๆ บางคำที่มีความหมายว่าทำหรือเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น เกาหัวยิกๆ ตีถี่ๆ ใจเต้นตุบๆ บางคำมีความหมายแยกกันไป เช่น แจกให้เป็นคนๆ อ่านเป็นเล่มๆไป เป็นจานๆ บางคำมีความหมายไม่เหมือนคำเดิม เช่น เอาไปดื้อๆ (เอาไปโดยไม่ขอ) เห็นรางๆ (เห็นไม่ชัด) ไปเรื่อยๆ (ไปอย่างไม่รีบ) อาจกล่าวได้ว่าคำในภาษาไทยทุกชนิดซ้ำได้ แต่ซ้ำแล้วอาจมีความหมายไม่เหมือนกัน จึงต้องพิจารณาเป็นคำๆและพิจารณาบริบทที่ใช้ด้วย

คำซ้อน เป็นชื่อเรียกคำในภาษาไทยอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการนำคำ ๒ คำ หรือมากกว่ามารวมกันและใช้เป็นคำเดียว คำที่นำมารวมกันนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกันด้วยความหมาย คือความหมายเหมือนกัน คล้ายกัน หรือตรงกันข้าม และเมื่อรวมกันแล้ว ความหมายจะอยู่ที่คำใดคำหนึ่งหรือมีความหมายใหม่ก็ได้ คำที่เกิดจากคำที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น บ้านเรือน ผู้คน ใหญ่โต จิตใจ คำที่เกิดจากคำที่มีความหมายคล้ายกัน เช่น ไร่นา ค่ำมืด ฟืนไฟ บ้านเมือง ถนนหนทาง ถ้วยโถโอชาม ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ข้าวปลาอาหาร คำที่เกิดจากคำที่มีความหมายตรงกันข้าม เช่น ดีร้าย ต้นปลาย เหตุผล เท็จจริง เป็นตายร้ายดี ชั่วดีถี่ห่าง ต้นสายปลายเหตุ คำลักษณะนี้มีบางคำที่ประกอบด้วยพยางค์ที่น่าจะไม่มีความหมาย เติมเข้ามาเป็นสร้อยหรือเสริมคำบางคำให้ชัดเจนขึ้น เช่น คำว่า มักจะพบว่า คำว่า แปด เงี้ยว สาด แสง กราน ทอสงัด เป็นคำที่มีความหมายในภาษาไทยถิ่น ภาษาไทยนอกประเทศไทยหรือภาษาอื่น ไทยนำคำเหล่านี้มาซ้อนกับคำไทย คำว่า แปดเปื้อน งูเงี้ยว เสื่อสาด เสื้อแสง กราบกราน ด่าทอ เงียบสงัด ฯลฯ จึงจัดเป็นคำซ้อนด้วย

คำประสม เป็นชื่อเรียกคำในภาษาไทยอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการนำคำ ๒ คำ หรือมากกว่ามารวมกันและใช้เป็นคำเดียว คำที่นำมารวมกันนั้น ทำให้เกิดเป็นคำใหม่ มีความหมายใหม่ เป็นความหมายรวมของคำเหล่านั้น หรือเป็นความหมายอื่นเลยก็ได้ การประสมคำเป็นวิธีสร้างคำขึ้นใหม่ในภาษา คำประสมจึงเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ มีคำประสมใหม่ๆได้เสมอ เช่น เมื่อนำคำว่า รถ กับคำว่า ไฟ มาประสมกันเป็นคำว่า รถไฟ ใช้เรียกรถที่พ่วงกันเป็นขบวนยาว มีหัวรถจักรที่ใช้กำลังไอน้ำหรือไฟฟ้าลากให้แล่นไปตามราง รถไฟ เป็นคำประสม เมื่อนำคำว่า รถไฟ มาประสมกับคำว่า ฟ้า เกิดเป็นคำประสมใหม่ว่า รถไฟฟ้า ใช้เรียกรถไฟที่สร้างรางขึ้นไปลอยอยู่สูงเหนือระดับถนนราวกับอยู่บนฟ้า เป็นต้น คำประสม เป็นคำเรียกเฉพาะคำที่สร้างขึ้นโดยใช้คำไทยหรือคำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษาบาลีสันสกฤต เช่น คำประสมต่อไปนี้ รถเจ๊ก เหล้าสาเก ดาบซามูไร ปลาซาบะ รถทัวร์ ยางมะตอย จุ๊บไฟ คันเบรก แม้คำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตถ้ามารวมกับคำไทยหรือคำภาษาอื่นก็เรียกว่าคำประสมเช่นเดียวกัน เช่น คำว่า ภูมิลำเนา ราชดำเนิน ราชดำริ บายศรี เป็นคำประสมภาษาบาลีสันสกฤตกับคำเขมร คำว่า คำเฉลย สินบน ปรนเปรอ เป็นคำประสมคำไทยกับคำภาษาเขมร เป็นต้น

คำประสาน เป็นชื่อเรียกคำในภาษาไทยอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการนำคำ ๒ คำ หรือมากกว่ามารวมกันและใช้เป็นคำเดียว การสร้างคำประสานต่างจากการสร้างคำประสมเล็กน้อย ตรงที่ส่วนที่นำมาประสานนั้นมีหน้าที่และความหมายแน่นอน เช่น คำว่า การ ความ ที่ประสานกับคำกริยาจะมีหน้าที่ทำให้คำกริยานั้นกลายเป็นคำนามและมีความหมายถึงอาการหรือกิจการที่ทำกริยานั้น คำว่า ที่ เมื่อประสานกับคำกริยาจะทำให้คำกริยานั้นกลายเป็นคำนาม และมีความหมายว่า เครื่องมือ หรือสถานที่ที่ทำกริยานั้น คำว่า ทรง เมื่อนำหน้าคำกริยาจะทำให้คำกริยานั้นกลายเป็นราชาศัพท์ คำที่ประสานกับคำว่า การ ความ ที่ ทรง และคำอื่นๆ ที่มีลักษณะดังกล่าวนี้เ